Feed aggregator

เปิดห้องทำงานไลนัสผู้สร้างลินุกซ์ เดินทำงาน

Blognone Linux - 20. July 2014 - 18:02

The Linux Foundation มูลนิธิที่ทำหน้าที่จ้างนักพัฒนาเข้ามาดูแลโครงการลินุกซ์สร้างวิดีโอชุด "30 Kernel Developers in 30 Weeks" รายงานสภาพห้องทำงานของนักพัฒนาเคอร์เนล 30 คน ที่น่าสนใจที่สุดคงเป็นห้องทำงานของไลนัส ผู้สร้างลินุกซ์เริ่มแรก

ไลนัสทำงานที่บ้าน และโต๊ะเดิมของเขาเป็นโต๊ะทำงานเข้ามุมห้องเหมือนสำนักงานในบ้านทั่วไป แต่หลายเดือนที่ผ่านมามาเขาซื้อโต๊ะใหม่เพื่อ "เดินทำงาน" โดยโต๊ะแบบยืนของเขามีลู่วิ่งที่จะเคลื่อนไปช้าๆ 1.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อให้ผู้ใช้เดินไปเรื่อยๆ ส่วนโต๊ะตัวเดิมของเขานั้นรกจนไม่รู้จะทำอย่างไร เขาคิดว่าอาจจะต้องเผามันทิ้ง

งานของไลนัสทุกวันนี้อยู่บนเบราว์เซอร์ เขาต้องตอบอีเมลและตรวจดูล็อก Git ตลอดจนรวมโค้ดที่ส่งเข้ามา

ช่วงเวลาที่ไลนัสทำงานเขาไม่ต้องการให้มีสิ่งรบกวน เขาไม่ฟังเพลงและไม่อยากได้ยินเสียงพัดลมคอมพิวเตอร์ แม้แต่หน้าต่างก็ปิดไม่ให้แสงเข้ามากวน

ที่มา - Linux.com, OMG Ubuntu

upic.me

upic.me

Linus Torvalds, Linux

CentOS 7 ออกตาม RHEL 7 มาแล้ว

Blognone Linux - 8. July 2014 - 16:18

โครงการระบบปฎิบัติการโอเพนซอร์ส CentOS ออก CentOS 7 ที่สร้างขึ้นจากซอร์สโค้ดของ RHEL 7 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้ว

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญจาก CentOS 6.5 ได้แก่

  • อัพเดตเคอร์เนลเป็นรุ่น 3.10.0
  • รองรับ Linux Containers
  • อัพเกรดไปใช้ OpenJDK 7
  • ซอฟต์แวร์ระบบเปลี่ยนไปใช้ systemd, firewalld, และ GRUB2
  • ระบบไฟล์ตัวมาตรฐานเปลี่ยนเป็น XFS

สำหรับผู้ที่ใช้ CentOS 6.5 อยู่แล้ว สามารถเตรียมอัพเกรดได้โดยไม่ต้องลงเครื่องใหม่ แต่เครื่องมืออัพเกรดระบบกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ และจะปล่อยตามออกมาภายหลัง

สำหรับ mirror ในไทยผมสำรวจดู mirror1.ku.ac.th ยังไม่มานะครับ ใครมีแหล่งอื่นๆ มาแจ้งเบาะแสกันได้

ที่มา - The Register, CentOS Release Notes

CentOS, Linux, Open Source

มาเล่น Atom Text Editor กัน

Thai Open Source - 8. July 2014 - 8:35
Tag: AtomBootstrap3

Atom Text Editor เป็น Editor น้องใหม่จากค่าย GitHub ซึ่งออกมาให้ใช้ได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยตัวโปรแกรมออกมารองรับเฉพาะผู้ใช้ OSX เท่านั้น แต่ก็มีนักพัฒนาได้พอร์ทไปยังระบบปฏิบัติการอื่นๆ ด้วย เช่น Linux และ Windows เป็นต้น Atom ในแนวคิดการออกแบบมาคล้ายกับ Emac และ Sublime Text คือเป็น Editor ครอบจักรวาล ซึ่งตั้งต้นด้วย Edit ความสามารถเบื้องต้นธรรมดาๆ แต่เปิดให้เขียน plugin เพิ่มเติมได้ ซึ่งทำให้เราเพิ่มความสามารถของ Atom ได้ตามที่เราต้องการและที่สำคัญ Atom ใช้งานฟรีครับ :)

สำหรับท่านที่ใช้งาน OSX ไม่มีปัญหาสักเท่าไรกับการติดตั้ง Atom สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งกันได้เลย แต่สำหรับท่านที่ใช้ Ubuntu ต้องติดตั้งจาก PPA ดังนี้

sudo add-apt-repository ppa:webupd8team/atom

sudo apt-get update

sudo apt-get install atom

จากนั้นก็เริ่มใช้งานกันได้เลย สำหรับหน้าตาก็จะคล้ายๆ กับ Sublime Text และปุ่มคีย์ลัดจะคล้ายๆ กัน เดี๋ยวเรามาลองติดตั้ง package เพิ่มความสามารถให้กับ Atom กันดีกว่า เปิด Atom ขึ้นมาแล้วคลิกไปที่เมนู File > Preferences... เลือกเมนู Packages ด้านข้าง

แล้วพิมพ์ Atom Bootstrap แล้วติดตั้ง Package ที่ชื่อ Atom Bootstrap3 ลงไปครับ ง่ายๆ แค่นี้เอง

จากนั้นมาลองเล่น Plugin นี้กันครับ สำหรับท่านที่เล่น Bootstrap คงทราบดีว่า Bootstrap ช่วยให้คุณพัฒนาเว็บไซต์ได้เร็วมากแค่ไหน และที่สำคัญสิ่งที่ Bootstrap มีให้ย่นระยะเวลาทำงานของคุณไปเยอะ ทั้ง 12 Grids System, CSS และ JQuery Plugin ที่มีให้สามารถเรียกใช้ได้เลย แต่ปัญหาคือ จำไม่ได้ว่า Bootstap ใช้ class css อะไรบ้างในการเรียกใช้ และที่สำคัญคือจำไม่ได้ทั้งหมดเพราะมันเยอะมาก ทำให้เราต้องคอยเปิดคัมภีร์ Bootstrap กันอยู่เรื่อยๆ :) ทีนี้เรามาลองใช้ Atom กันว่าจะง่ายขนาดไหน

ให้คุณเปิดไฟล์ใหม่ขึ้นมาดังนี้ File > New File หรือกด Ctrl+N จากนั้นบันทึกไฟล์นี้เป็นไฟล์ html ชื่อ test.html จากนั้นเราจะใช้ความสามารถของ Plugin Atom Bootstrap ที่เราเพิ่งติดตั้งไปดังนี้ ให้พิมพ์ คำว่า html- แล้วกดปุ่ม tab คุณจะพบว่า Atom เอา code snipet มาวางให้อัตโนมัติ

ถ้าสังเกตดูจะพบว่า url ของ css และ bootstrap ขาดอะไรไปบางอย่าง คุณสามารถใช้ความสามารถของ multi cursor เพื่อแก้ไขจุดเดียวแต่แก้ไขข้อความได้ทุกจุดที่เหมือนกัน ให้เอา cursor เลือกคำว่า //netdna แล้วกด Ctrl+D ไปเรื่อยๆ

คุณจะพบว่า Atom เลือกคำว่า //netdna ในจุดที่เหมือนกันในเอกสาร ให้เลือน corsor กลับมาก็จะพบว่าคุณมี corsor กระพริบอยู่ 3 จุด คุณสามารถพิมพ์คำว่า http: เพิ่มเข้าไปได้เลยง่ายๆ ดังนี้

มาลองอย่างอื่นกันบ้างครับ คนใช้ Bootstrap ชอบ Narvigation Bar สวยๆ เรามาลองสร้างกันดูครับ เลือน corsor มาอยู่ในส่วน body แล้วพิมพ์ navbar แล้วกด tab

เราจะพบว่า Atom เพิ่ม code snipet ส่วน Navigation Bar ให้เราเต็มไปหมดเลย ทั้ง Navigation Bar logo, Menu, Search Form และ Right Navigation Bar คุณสามารถเลือกได้ว่าจะลบจะเพิ่มอะไรได้หลังจากนี้

มาลองอย่างอื่นบ้างครับ เลื่อน corsor ไปท้าย tag nav จากนั้น

  • พิมพ์ con แล้วกด tab
  • พิมพ์ row แล้วกด tab
  • พิมพ์ col-lg แล้วกด tab แก้ตัวเลข 1-12 เป็น 6 เลือน corsor ไป 1 บรรทัด
  • พิมพ์ well แล้วกด tab เลือน corsor ไป 1 บรรทัด
  • พิมพ์ lorem แล้วกด tab
  • เลือกตั้งแต่ div col-lg-6 แล้วกด Ctrl+Shift+D เพื่อคัดลอกและวาง

จะได้โค้ด html ดังภาพ

ลองเปิดไฟล์นี้ด้วย Browser ดูครับ เราจะได้ผลลัพท์ดังนี้

เล่นพอสนุกสนานในเวลาอันรวดเร็วครับ สำหรับ snipet อื่นๆ ของ Atom Bootstrap สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Atom Bootstrap3 เอาไปลองเล่นกันดูนะครับ

Automotive Grade Linux ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับ Connected Car

Blognone Linux - 1. July 2014 - 21:22

ปีนี้เราเห็นแพลตฟอร์มสำหรับ connected car ออกสู่ตลาดกันเยอะมาก ทั้ง Apple CarPlay, Android Auto, QNX Car, Windows in the Car รวมถึงแพลตฟอร์มเฉพาะค่ายอย่าง Ford Sync หรือ Toyota Entune ที่ออกมาได้สักระยะแล้ว

ฝั่งโลกโอเพนซอร์สเองที่ซุ่มทำเรื่องนี้มานาน ภายใต้การนำของ Linux Foundation ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว Automotive Grade Linux (AGL) รุ่นแรกกับเขาบ้าง

ตามคำนิยามแล้ว AGL เป็น "ชุดของซอฟต์แวร์" (software stack) ที่ประกอบด้วยระบบปฏิบัติการพื้นฐาน (Tizen IVI) และส่วนติดต่อผู้ใช้-แอพที่สร้างด้วย HTML5/JavaScript และเรนเดอร์ด้วยเว็บรันไทม์ชื่อ Crosswalk (พัฒนาต่อจาก Chrome/Blink)

แอพที่มาพร้อมกับ AGL ชุดแรกมีดังนี้

  • Home Screen
  • Dashboard
  • Google Maps
  • HVAC
  • Media Playback
  • News Reader (AppCarousel)
  • Audio Controls
  • Bluetooth Phone
  • Smart Device Link Integration

ฮาร์ดแวร์กลุ่มแรกที่ใช้ AGL ได้คือ Intel NUC, Nexcom NDIS 166, Nexcom VTC 1010 ทั้งสามตัวใช้ซีพียูของอินเทล (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะอินเทลเป็นหนึ่งในแกนหลักที่พัฒนา Tizen นั่นเอง)

ภาพหน้าจอของ AGL ดูได้จาก Flickr ครับ (ต้องกดตามลิงก์กันเองเพราะเจ้าของภาพตั้งไม่ให้ embed)

ที่มา - AGL Wiki, Linux Foundation

Linux Foundation, Linux, Automobile, Open Source, Tizen

มาเล่น Phonegap Developer App กัน

Thai Open Source - 30. June 2014 - 13:03
Tag: PhoneGap

Phonegap เพิ่งเปิดตัวโครงการ Phonegap Developer App ช่วยให้นักพัฒนาได้ทดสอบ Application ได้บน Mobile และ Tablet ได้โดยตรง โดยไม่ต้อง Build และติดตั้ง App ที่กำลังพัฒนาอยู่แต่อย่างใด เพียงแค่ติดตั้ง Phonegap Developer App แล้ว browse ไปที่ App ของคุณเท่านั้น :) วิธีการใช้งานก็ง่ายๆ

ติดตั้ง Phonegap Developer App ลงใน Mobile, Tablet ให้เรียบร้อยก่อน

หากยังไม่ได้ติดตั้ง Phonegap ก็ติดตั้งผ่าน npm ได้

sudo npm install -g phonegap

สร้างโปรเจคที่ต้องการ testapp

phonegap crate testapp

เปลี่ยน dir

cd testapp

จากนั้นก็สังให้ Phonegap ทำงานเป็น web server

phonegap serve

ตัว Phonegap จะแสดง ipaddress และ port ให้เรา จากนั้นเปิด Phonegap Developer App ขึ้นมา ต่อ Wifi ให้อยู่ในวงเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา จากนั้นใส่ url ที่ถูกต้อง เท่านี้ก็ทดสอบ Mobile App แบบไม่ต้องติดตั้งได้แล้ว :)

ผมว่าสะดวกดีครับ :)

Opera เวอร์ชันเอนจิน Chromium ออกเวอร์ชันทดสอบบนลินุกซ์แล้ว

Blognone Linux - 23. June 2014 - 15:28

เว็บเบราว์เซอร์ Opera เดิมทีรองรับระบบปฏิบัติการพีซี 3 แพลตฟอร์มคือวินโดวส์ แมค ลินุกซ์ แต่หลังจากการเปลี่ยนเอนจิน Presto เดิมมาเป็น Chromium/Blink ในปี 2013 บริษัทก็เลือกรองรับเฉพาะวินโดวส์และแมคก่อนเท่านั้น ผู้ใช้ลินุกซ์รวมถึงระบบปฏิบัติการยูนิกซ์อื่นๆ จำเป็นต้องใช้ Opera 12.x ที่เป็นรุ่นเก่าต่อไป (เวอร์ชันล่าสุดคือ 12.16)

แต่ล่าสุด Opera ดูจะตั้งตัวได้และพร้อมสำหรับเวอร์ชัน Chromium บนลินุกซ์แล้ว โดยออกรุ่นทดสอบ Opera Developer 24 for Linux มาแล้ว

ฟีเจอร์ของ Opera 24 for Linux คงไม่ต่างอะไรจากเวอร์ชันบนระบบปฏิบัติการอื่นๆ (รองรับธีม, Speed Dial, Opera Turbo) เบื้องต้น Opera ยังทดสอบเฉพาะบน Ubuntu แบบ 64 บิตเท่านั้น ใครอยากทดสอบก็ตามไปดาวน์โหลดจากลิงก์ที่มาครับ

ที่มา - Opera Blog

Opera, Linux, Browser, Chromium

มาเล่น GitLab CI กัน

Thai Open Source - 17. June 2014 - 14:59
Tag: GitGitLabGitLab CICI

ครั้งที่แล้วนำเสนอเรื่อง GitLab ไปมีพาดพิงเรื่อง CI (Continuous Integration) ไปนิดหน่อย ซึ่ง GitLab เองก็มีโครงการ GitLab CI เช่นกัน พูดถึง CI หลายท่านที่ใช้เครื่องมือแบบนี้อยู่แล้วก็คงต้องบอกว่า Jenkins เจ๋งสุด! แหมใช้ GitLab แล้วจะไปทำ CI ใน Jenkins ก็จะดูแปลกๆ มาใช้ GitLab CI กันดีกว่า :) GitLab CI แบ่งโครงการออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • GitLab CI หน้าเว็บหลักของ GitLab CI
  • GitLab CI Runner เป็นส่วน Builder สามารถแยกหรืออยู่ร่วมกับ GitLab CI ได้

ครั้งนี้เราจะมาติดตั้ง GitLab + GitLab CI กัน โดยใช้วิธีที่ง่ายมากมากมาก โดยใช้ตัวติดตั้งของ Bitnami สำหรับวิธีปกติดูได้ที่เว็บโครงการ GitLab CI ครับ

ขั้นแรกดาวน์โหลด GitLab มาก่อน

wget http://downloads.bitnami.com/files/stacks/gitlab/6.9.2-1/bitnami-gitlab-6.9.2-1-linux-x64-installer.run

จากนั้น chmod ให้ execute ได้

chmod +x bitnami-gitlab-6.9.2-1-linux-x64-installer.run

ติดตั้งด้วยคำสั่ง

./bitnami-gitlab-6.9.2-1-linux-x64-installer.run

ตอบคำถามไปเรื่อยๆ คุณก็จะได้ GitLab และ GitLab CI มาใช้งานกันแล้ว วิธีการใช้งานก็เข้าไปที่ URL ของเว็บเราครับ ตัวอย่างเช่น

  • GitLab - http://redgitlabci.cloudapp.net
  • GitLab CI - http://redgitlabci.cloudapp.net/gitlabci

ตัวอย่างเป็น โครงการ OpenStack Cheat Sheet เขียนเป็นไฟล์ Markdown แล้วใช้ GitLab CI Build ออกมาเป็นไฟล์ EPUB ประมาณนี้

สร้าง Project ใน GitLab ขึ้นมาก่อนครับ

จากนั้นเข้าไปที่ GitLab CI สั่ง Sync Project เข้ามาและ Add เข้า Build

เข้าไปที่ Project > Settings เขียน Build Script เพิ่มลงไป เพราะเราจะใช้ make ช่วยในการ build ครับ

จากนั้น Commit ไฟล์เข้าไปที่ Git Repository

เข้าไปที่หน้าโครงการใน GitLab คุณจะพบ Badge แสดงสถานะ Build อยู่ตรงมุมขวา พอเรา Commit ไฟล์ CI ก็จะเริ่มทำงานตาม Build Script ที่เราเขียนเพิ่มลงไป

ดูสถานะและรายละเอียดการ Build เพิ่มได้ใน GitLab CI

GitLab CI จะ Build ให้เราทุกครั้งที่เรา Commit File เข้าไปที่ Repository คุณสามารถตั้งค่าการ Build เพิ่มเติมได้ในหน้า CI Settings ครับ

แนะนำแหล่งเรียน Git

Thai Open Source - 17. June 2014 - 9:47
Tag: Git

มีคำถามกลับมาเกี่ยวกับ Git อีกเรื่องคือจะหาเรียน Git ได้ที่ไหน จะทำงานกับ Git ได้ยังไง ทำงานแบบ Collaboration ได้อย่างไร ใช้ Workflow แบบไหนดี หากคุณมีคำถามเหล่านี้ แนะนำให้ไปเรียนเลยครับ น่าเสียดายที่หลายสถาบันการศึกษาไม่ได้สอน Git แต่ใช่ว่าจะไม่มีแหล่งเรียน Git นะครับ แหล่งเรียน Git ที่ผมแนะนำมีดังนี้

ได้แหล่งเรียนเยอะเลย อย่ารอช้าลองเข้าไปศึกษาดูนะครับ

แนะนำ Git GUI

Thai Open Source - 17. June 2014 - 9:35
Tag: GitGit GUI

แนะนำ GitLab ไปเมื่อครั้งที่แล้ว ก็มีคำถามกลับมาเกี่ยวกับ Git หลายคำถามเลย ก็เลยขอทะยอยตอบผ่าน Blog ละกันครับ เรื่องแรกที่มักจะถามเข้ามากันบ่อยมากคือ ใช้ Git Command ไม่คล่อง มีโปรแกรมคลิ๊กง่ายๆ มั๊ย เอ่อ... ปกติผมก็ใช้ Git Command นะครับ ไม่เคยใช้ GUI สักที ในเว็บ Git SCM ในหน้าดาวน์โหลดแนะนำ Git GUI อยู่หลายตัว ลองเข้าเลือกดูได้ครับ สำหรับผมแนะนำ 2 ตัวนี้ครับ

  • GitHub GUI มีเวอร์ชั่นบน Windows, Mac
  • SourceTree มีเวอร์ชั่นบน Windows, Mac เช่นกัน

เครื่องมือ 2 ตัวนี้ฟรีครับ ยกเว้น SourceTree จะมีให้ลงทะเบียนนิดหน่อย แต่ไม่ยุ่งยาก ข้อดีของการใช้ GUI คงเป็นในเรื่องของการจัดการไฟล์ การ merge ไฟล์ และดู branch ครับ ถ้าชอบใช้ GUI ก็ลองติดตั้งใช้กันดูได้ :)

GitHub

SourceTree

เชิญร่วมงานสัมมนา OpenStack

Thai Open Source - 16. June 2014 - 14:12

เชิญร่วมงานสัมมนา OpenStack แพลตฟอร์มคลาวด์ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ จัดโดย SIPA ร่วมกับ VnoHow ในงานท่านจะได้ความรู้ในเรื่องของระบบสภาปัตยกรรมของ OpenStack การใช้งาน Hybrid cloud สำหรับองค์กร พร้อมถึงแนะนำหลักสูตรอบรม OpenStack ด้วยหลักสูตรอย่างเป็นทางการจาก Redhat

กำหนดการ
  • 13.00-13.25 Registration
  • 13.25-13.30 Opening
  • 13.30-14.30 Damrongsak : Openstack architecture 101
  • 14.30-15.30 Kenny Chin : Journey to Hybrid Open Cloud
  • 15.30-15.45 Coffee Break
  • 15.45-16.15 Kim Ng : Overview on Training and Certifcation on Red Hat Cloud Infrastructure
  • 16.15-17.00 Closing, Q&A, Lucky Draw
สถานที่
  • Rembrandt Hotel, 2nd Floor, Rembrandt III Room 19 Sukhumvit Soi 18, Sukhumvit Road, Klong Toei, Bangkok, Thailand 10110
ลงทะเบียนติดต่อ
  • kanthikaj@vnohow.com
  • โทร 08-1890-7868

มาเล่น GitLab กัน

Thai Open Source - 16. June 2014 - 12:07
Tag: GitLabGit

ผมมักโดนถามคำถามเกี่ยวกับเครื่องมือที่ผมใช้งานอยู่บ่อยครั้ง ผมมักก็ตอบว่า Git, GitHub และตามด้วยประโยคที่ว่า "Private Project ต้องเสียเงิน ถ้าเป็น OpenSource Project ใช้ฟรี" ก็เลยมีหลายท่านถามว่า ​"เอาแบบ Private Project ไม่ต้องเสียเงินได้ไหม" งั้นแนะนำให้ใช้ GitLab เลยครับ เจ้า GitLab เหมาะสำหรับคนที่ใช้ GitHub มาก เพราะการใช้งานบนเว็บเหมือนกัน ไม่นับบน command line นะครับ :P นอกจากจะติดตั้งในหน่วยงานได้แล้วยังสามารถสร้าง Private Project ได้แบบไม่ต้องเสียเงินด้วย ตอบโจทย์เลยใช่มั๊ยครับ GitLab มีด้วยกัน 2 รุ่น คือ

  • GitLab Comminuty
  • GitLab Enterprise

ดูความแตกต่างของแต่ละรุ่นได้ที่หน้าเว็บ GitLab กันได้ นอกจากนี้ยังมี Jitlab CI ด้วย ซึ่งเราสามารถผูก GitLab กับ GitLab CI ได้ด้วย เอาไว้วันหลังจากมาเล่าให้ฟังว่าเล่นยังไง สำหรับวิธีการติดตั้ง GitLab นั้นมีหลายวิธี แต่ผมขอเลือกวิธีง่ายระดับมาก โดยใช้ GitLab Omnibus (มีวิธีแบบง่ายมากๆ อยู่ขอไม่กล่าวถึงละกันนะครับ) ลองมาติดตั้ง GitLab Community เล่นกันครับ

เริ่มจากดาวน์โหลด GitLab Omnibus กันก่อน

wget https://downloads-packages.s3.amazonaws.com/ubuntu-12.04/gitlab_6.9.2-omnibus.1-1_amd64.deb

ติดตั้ง package ที่ต้องใช้งาน

sudo apt-get install openssh-server postfix

ติดตั้ง gitlab

sudo dpkg -i gitlab_6.9.2-omnibus.1-1_amd64.deb

สร้าง file config

sudo mkdir -p /etc/gitlab

sudo touch /etc/gitlab/gitlab.rb

sudo chmod 600 /etc/gitlab/gitlab.rb

แก้ไข /etc/gitlab/gitlab.rb เพิ่มส่วน external_url ระบุ url ของ server เราครับ

external_url "http://redgitlab.cloudapp.net"

สั่ง reconfig ตั้งค่า gitlab ตาม config ใหม่

sudo gitlab-ctl reconfigure

ดูการตั้งค่าเพิ่มเติมได้ที่หน้า configuration เปิดเบราเซอร์ไปที่ gitlab server ของคุณตัวอย่าง http://redgitlab.cloudapp.net ล็อกอินด้วย root รหัสผ่าน 5iveL!fe

หน้าล็อกอิน

หน้า Dashboard

ลองสร้าง project ตัว gitlab สร้าง git repository ให้เราเรียบร้อยพร้อม commit code

ลอง clone gitlab-omnibus มาจาก gitlab repo จากนั้น push ไปที่ gitlab server ของเรา

ข้อมูลครบถ้วน

แสดงผล markdown ได้สวยงาม

รายการ commit

Network Branch ของ Project

สถิติการ commit, add, delete ของ project มีข้อมูลรายบุคคลด้วย

เก็บตกสัมนาโอเพนซอร์สและฟรีเซอร์วิสภาคตะวันออก

Thai Open Source - 13. June 2014 - 8:57
Tag: oss seminar

มาเก็บตกงานสัมนาโอเพนซอร์สและฟรีเซอร์วิสภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา จัดที่สถาบันไทย-เยอรมัน เขตอุตสาหกรรมอมตะนคร งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ SME และโรงงานอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ภายในงานพบกับการบรรยายความรู้เกี่ยวกับโอเพนซอร์ส การประยุกต์ใช้งานซอฟต์แวร์ในด้านงานจัดการเอกสารในสำนักงานผ่าน Alfresco Enterprise Content Management System เรียกน้ำย่อยสำหรับบริษัทและโรงงานที่ต้องทำเอกสาร ISO กัน นอกจากนี้ผู้ร่วมงานยังได้ความความรู้การใช้งานจากบริการดีๆ Google Apps โดยทีมงาน GBG Chonburi อีกด้วย ได้รับความรู้กันเต็มอิ่มกันเลยทีเดียว ภายในงานนอกจากจะมีงานสัมนาแล้วยังมีการออกบูธแสดงผลงานของผู้ประกอบการธุรกิจซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส หลายรายมีทั้งระบบงานบุคคล, ระบบการจัดการเอกสาร, Personal Cloud Storage และบูธแนะนำบริการต่างๆ ของทีมงาน GBG Chonburi สำหรับท่านที่พลาดงานนี้ ยังมีโอกาสอีก 4 ครั้ง ที่จังหวัดนครราชสีมา, ขอนแก่น, สงขลา, เชียงใหม่ และนนทบุรี ห้ามพลาด สำหรับรายละเอียดการจัดงานสามารถติดตามได้ที่ http://bit.ly/ossseminar2014

Sid Meier’s Civilization V สำหรับลินุกซ์มาแล้ว

Blognone Linux - 11. June 2014 - 17:55

หลังจากเปิดตัวมาสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows และ Mac OS X มาตั้งแต่ ค.ศ. 2010 ในที่สุดเกมวางแผนแนว turn-based ชื่อดังอย่าง Sid Meier’s Civilization V ก็มีเวอร์ชั่นสำหรับระบบปฏิบัติการ Linux วางขายแล้วผ่าน Steam

Aspyr Media บริษัทที่ทำการพอร์ต Civilization มาลง Linux ประกาศว่า Civilization V สำหรับ Linux มีเป้าสนับสนุนหลักอยู่ที่ฮาร์ดแวร์ที่รันระบบปฏิบัติการ SteamOS อย่างไรก็ตามทาง Aspyr Media ยืนยันว่าระบบปฏิบัติการสายพันธุ์ Linux อื่นๆ เช่น Ubuntu 14.04 ก็จะได้รับการสนับสนุนเช่นกัน หากผู้เล่นเจอปัญหาอะไรก็สามารถแจ้งไปที่หน้า support ของ Aspyr Media ได้โดยตรง

ราคาของ Civilization V สำหรับ Linux นั้นตั้งไว้เท่ากับเวอร์ชั่นสำหรับ Windows และ Mac OS X คือ

  • ตัวเกมหลักและภาคเสริมชุดละ 29.99 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ช่วงโปรโมชั่นลดราคา 75% เหลือชุดละ 7.49 ดอลล่าร์สหรัฐฯ)
  • DLC ชุดละ 4.99 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ช่วงโปรโมชั่นลดราคา 75% เหลือ 1.24 ดอลล่าร์สหรัฐฯ)
  • แต่ถ้าหากอยากซื้อแบบเหมาก็มีชุด Complete Edition ขายที่ราคา 49.99 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ช่วงโปรโมชั่นลดราคา 67% เหลือ 16.49 ดอลล่าร์สหรัฐฯ)

ที่มา: Web Upd8

ป.ล. ต้นข่าวยืนยันว่า Civilization V สำหรับ Linux นี้เป็น native port ไม่ใช่การเอาเวอร์ชั่น Windows มาห่อ wrapper ขายเหมือนอย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับเกม The Witcher 2: Assassins of Kings ซึ่งสร้างกระแสลบอย่างรุนแรงในชุมชนผู้ใช้ Linux

Civilization, Games, Linux, Steam

มาเล่น OPEN edX กัน

Thai Open Source - 9. June 2014 - 20:42
Tag: edX

edX เป็นคอร์สเรียนออนไลน์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนนอกจากคอร์สปกติได้มีโอกาสเรียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง MIT, Stanford, Harvard หรือแม้กระทั่ง Linux Foundation ก็เปิดหลักสูตร Intro to Linux บน edX เช่นกัน นอกจากการให้บริการคอร์สเรียนออนไลน์แล้ว edX ยังเปิดโค้ดของระบบหลังบ้านทั้งหมดเป็นโอเพนซอร์สโดยใช้สัญญาอนุญาติแบบ AGPL ภายใต้โครงการ OPEN edX โครงการนี้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งร่วมกันพัฒนานา เช่น Stanford University, MIT, The University of Queensland, Tsinghua University, UC Berkeley Harvard University และ Google ทำให้โครงการ OPEN edX มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่สนใจ OPEN edX สามารถทดลองใช้งานกันได้ผ่าน

หรือติดตั้งแบบ

อันนี้แล้วแต่เลือกครับ ใครมี AWS ก็ใช้ Cloud Formation Template ช่วยได้ แต่คนที่ไม่ทีแล้วอยากติดตั้งเล่นเอง ไม่อยากเล่นผ่าน vagrant ก็สามารถติดตั้งเองได้ครับ

เตรียมเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติดังนี้

  • CPU 4 Cores ขึ้นไป
  • Memory 4GB ขึ้นไป
  • HDD 50GB ขึ้นไป
  • เชื่อมต่อ internet
  • ติดตั้ง Ubuntu 12.04.4 LTS 64 Bits Server

ผมไม่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบนี้ ก็เลยอาศัยบริการของ Microsoft Azure โดยใช้เครื่องแบบ Standard ขนาด A4 ครับ สำหรับท่านที่เงินไม่พอก็ใช้ขนาด Standard A3 ก็ได้ครับ :) มาลงมือกันเลย

เริ่มจากอัพเดท package และอัพเกรดระบบกันก่อน

sudo apt-get update -y

sudo apt-get upgrade -y

sudo reboot

จากนั้นติดตั้ง package ที่ต้องใช้งานกัน อ้อเกือบลืมไป เราจะใช้ ansible เป็นระบบ configuration นะครับ ที่ต้องใช้ ansible เพราะ OPEN edX บังคับใช้ครับ T_T

sudo apt-get install -y build-essential software-properties-common python-software-properties curl git-core libxml2-dev libxslt1-dev python-pip python-apt python-dev

อัพเดท pip และ virtualenv ก่อน

sudo pip install --upgrade pip

sudo pip install --upgrade virtualenv

จากนั้น clone configuration script (playbook) จาก github มา

cd /var/tmp

git clone -b release https://github.com/edx/configuration

ติดตั้ง dependency package ที่ต้องใช้เพิ่มเติม

cd /var/tmp/configuration

sudo pip install -r requirements.txt

จากนั้นเข้าไปที่ playbooks ที่เราต้องใช้ แล้วสั่งติดตั้งได้เลย

cd /var/tmp/configuration/playbooks

sudo ansible-playbook -c local ./edx_sandbox.yml -i "localhost,"

นั่งรอประมาณ 2 ชั่วโมงครับ ถ้าไม่มี error แดงๆ แล้วหลุดมาที่ shell เป็นอันใช้ได้ ที่บอกอย่างนี้เพราะ playbook script ทำออกมาได้เห่ยมากครับ :P

เอาล่ะ ระหว่างนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง playbook จะติดตั้ง OPEN edX Platform ลงไปที่ /edx ติดตั้ง python modules, ruby, supervisord, mongodb, openjdk และอื่นๆ เรื่องที่ต้องทราบก่อนจะเข้าไปเล่นในระบบ

ansible แก้ไขไฟล์ระบบบางส่วนด้วย ตาม rules ใน playbooks ระหว่างนี้ห้ามออกจาก ssh เพราะว่า ansible แก้ไข sshd_config ด้วย เพื่อจัดการเรื่อง security ซึ่งมีผลทำให้คุณจะต้องใช้ ssh key ในการ remote เข้ามา ให้ติดตั้ง public key ให้เรียบร้อย ก่อน log out ไม่ใช่นั้นคุณจะ ssh เข้าระบบไม่ได้ ;)

ระบบติดตั้ง sample user มา 4 คน คือ

  • audit@example.com รหัสผ่าน edx
  • honor@example.com รหัสผ่าน edx
  • staff@example.com รหัสผ่าน edx
  • verified@example.com รหัสผ่าน edx

แต่ไม่มี admin ของระบบ อันนี้คงเป็นเรื่องความปลอดภัยเช่นกัน (เดานะ) การเปลี่ยน role ต้องทำผ่าน edX command line เท่านั้น หรือผ่านหน้า admin ของ Djungo วิธีการสร้าง superuser ดูได้ที่หน้า Wiki ครับ

OPEN edX Platform จะมีระบบ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

  • LMS - http://your-edx-server.com
  • Studio - http://your-edx-server.com:18010

LMS คือส่วนของห้องเรียน และ Studio คือเครื่องมือสร้างบทเรียน เวลาเข้าใช้งานก็เข้าให้ถูก port นะครับ มาดูหน้าจอกันว่ามีอะไรบ้าง

Drupal Blocking tool

Thai Open Source - 9. June 2014 - 11:21

ในบรรดาปัญหาต่างๆ สำหรับ Drupal ที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ต้องเจอ ปัญหาอันดับต้นๆ ที่ทุกคนต้องปวดหัวคงหนีไม่พ้นเรื่องของการจัดการสแปม วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำเครื่องมือที่น่าจะเอามาลองพิจารณาดูครับ

  1. Policy ครับ นโยบาย อันนี้ไม่มีเป็นโมดูลครับ ต้องจัดการเอง เริ่มจากกำหนดให้ดีว่าใครจะสามารถใส่เนื้อหาลงในเว็บได้บ้าง (ทุกคน หรือเฉพาะสมาชิก) ถ้าเปิดให้สมาชิกโพสได้ แล้วใครสมัครสมาชิกได้บ้าง การอนุมัติการเป็นสมาชิกจะทำด้วยวิธีไหน อันนี้สำคัญมาก
  2. reCAPTCHA เป็นตัวช่วยในการชืนยันความเป็นมุษย์ของผู้เข้าใช้งานเว็บ โดยจะแสดงข้อความยึกยือขึ้นมาให้เราพิมพ์ตาม ว่าเราอ่านรู้เรื่องหรือไม่
  3. http::BL HTTP Black List ตัวนี้จะคอย Block IP ของสแปมเมอร์ให้ครับ เป็นตัวที่ควรมีไว้
  4. Bad Behavior จะคอยตรวจสอบพฤติกรรมการเข้าใช้งานเว็ย ว่าเป็นคนหรือเป็นหุ่นโดยการวิเคราะห์จาก HTTP
  5. Mollom เป็นตัวที่หลายคนแนะนำ แต่หลังๆ ทำงานไม่ค่อยดี ผมเลยถอดไปแล้ว (ไม่แน่ใจว่าถ้าใช้แบบเสียเงินจะดีไหม) ตัวโปรแกรมจะมีบริการสำหรับวิเคราห์สแปม แล้วก็สั่งบล๊อกให้อัตโนมัติครับ

ส่วนตัวก็ยังไม่เจอโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบครับ เพราะสแปมเมอร์ก็ฉลาดมาก ยังต้องคอยไล่ลบด้วยมือเป็นระยะๆ ยังไงแล้วถ้าได้เทคนิควิธีการที่ดีกว่านี้จะนำมาฝากครับ

ตั้งค่าเครื่องมือเสริชใน Chrome

Thai Open Source - 4. June 2014 - 16:15

ผมเองเป็นคนที่ใช้ Chrome browser มาหลายปีมาก จนล่าสุดหลังจากขยับมาใช้ Ubuntu 14.04 ก็เลยพยายามจะลองใช้ Firefox ดู เพราะชอบเครื่องมือ Webdeveloper ของ Firefox มากกว่า แต่ใช้ได้ไม่กี่วันก็ต้องกลับมาตายรังที่ Chrome อีกอยู่ดี แล้วปล่อยให้มันสูบพลังของ CPU ต่อไป

เหตุที่ใช้ Firefox ไม่รอดเพราะติดที่ความสามารถบางอย่างของ Firefox นั้นไม่ตอบสนองต่อความต้องการครับ วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำความสามารถอย่างหนึ่งของ Chrome กัน คือ การจัดการตัวเสริช

โดยปกติเวลาเราจะเสริชอะไรใน Browser เราก็จะพิมพ์คำค้นลงไปใน Address bar เลย แล้ว Browser จะโดดเข้าไปที่หน้า Google search ให้เอง แต่นั่นยังไม่เป็นที่พอใจครับ มันช้าไป เลยต้องมาปรับแต่งหน่อย

สิ่งที่จะทำคือ ตั้งค่าให้เวลาที่เราพิมพ์คำค้นแล้วกด Enter ตัวโปรแกรมจะดึงผลลัพธ์ขึ้นมาให้เลย โดยอาศัยตัวเสริชของ Google ที่ชื่อว่า I'm feeling lucky

วิธีตั้งค่า ไปที่หน้าตั้งค่าของ Chrome ที่ส่วนของ "เครื่องมือค้นหา" ให้คลิกที่ "จัดการเครื่องมือค้นหา"

Imgur

เราจะพบส่วนจัดการเครื่องมือค้นหา

Imgur

เพิ่มค่าของ I'm feeing lucky ลงไป แล้วใส่ค่าตามบรรทัดข้างล่างลงในช่องดังภาพ

http://www.google.com/search?hl=en&q=%s&btnI=I%27m+Feeling+Lucky&aq=f&oq=

เพียงเท่านี้ในครั้งต่อไปที่เสริชก็จะได้ผลการค้นหาในทันทีแล้ว ไม่ต้องเข้าไปหน้า Google อีกต่อไป

นอกจากนี้เรายังสามารถเพิ่มตัวค้นหาอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยกำหนดคีย์เวิร์ดลงไป แล้วก็ใส่ค่าลงไปตามนี้

  • google translate: http://translate.google.com/?source=osdd#auto|auto|%s
  • youtube: http://www.youtube.com/results?search_query=%s&page={startPage?}&utm_source=opensearch
  • facebook: http://www.facebook.com/search/?src=os&q=%s

วิธีใช้งานเราก็พิมพ์คำหลักลงไปก่อน ตามด้วยสเปซบาร์ และคีย์เวิร์ดที่ต้องการ

มาเล่น Logstash, ElasticSearch และ Kibana กัน

Thai Open Source - 2. June 2014 - 14:50
Tag: LogstashElasticSearchKibana

เนื่องจากมีผู้รู้แนะนำให้ลองเล่น Logstash. ElasticSearch และ Kibana เมื่อช่วงปลายปี 2013 มาวันนี้เพิ่งจะได้มาล่องเล่นดู เรื่องการจัดการ log ไฟล์ หลายคนอาจเคยได้ยิน syslog-ng หรืออะไรนองนั้น ซึ่งการเก็บ log ส่วนใหญ่เก็บลงไฟล์ เก็บไว้อย่างนั้นไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์อะไร มันก็น่าเสียดาย เพราะ log เหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์แบบ real time ได้ หากพบปัญหาที่ตรวจพบได้จาก log ก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที Logstash และ ElasticSearh ต้องใช้ Java ดังนั้นติดตั้ง Java กันก่อน

apt-get install openjdk-7-jdk

จากนั้นดาวน์โหลด logstash และติดตั้งลงในเครื่อง

curl -O https://download.elasticsearch.org/logstash/logstash/logstash-1.4.1.tar.gz

tar zxvf logstash-1.4.1.tar.gz

cd logstash-1.4.1

ทดสอบการทำงานดูสักหน่อย

bin/logstash -e 'input { stdin { } } output { stdout {} }'

คุณจะพบว่า logstash ให้คุณพิมพ์อะไรลงไปก็ได้ จากนั้นก็จะ return log ออกมาดังภาพ

ติดตั้ง elasticsearch เราจะเอา log ที่ได้ไปเก็บไว้ในนี้

curl -O https://download.elasticsearch.org/elasticsearch/elasticsearch/elasticsearch-1.1.1.tar.gz

tar zxvf elasticsearch-1.1.1.tar.gz

cd elasticsearch-1.1.1

./bin/elasticsearch

ทดสอบการทำงานดูสักหน่อย

bin/logstash -e 'input { stdin { } } output { elasticsearch { host => localhost } }'

logstash จะให้คุณพิมพ์อะไรสักอย่างลงไป จากนั้นให้คุณใช้ curl ลองดูใน ES ว่าเก็บข้อมูลจาก logstash จริงหรือไม่

curl 'http://localhost:9200/_search?pretty'

จะได้ผลลัพท์ดังนี้

ทีนี้มาลอง ส่ง log ของ Apache ไปเก็บไว้ใน ES กันบ้าง ให้เขียน config ไฟล์ ดังนี้

input {

file {

path => "/var/log/apache2/access.log"

start_position => beginning

}

}

filter {

if [path] =~ "access" {

mutate { replace => { "type" => "apache_access" } }

grok {

match => { "message" => "%{COMBINEDAPACHELOG}" }

}

}

date {

match => [ "timestamp" , "dd/MMM/yyyy:HH:mm:ss Z" ]

}

}

output {

elasticsearch {

host => localhost

}

stdout { codec => rubydebug }

}

จากนั้นใช้คำสั่ง

bin/logstash -f logstash-apache.conf

รอสักครู่ logstash จะอ่านไฟล์ log แล้วส่งข้อมูลไปยัง ES ให้เรื่อยๆ ครับ ข้อมูลที่เก็บใน ES จะเป็นข้อมูลแบบ json ถ้าต้องการ Query ก็สามารถ Query ผ่าน ES ได้ แต่เราจะมาใช้ เครื่องมืออีกตัวหนึ่งเพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น คือ Kibana

curl -O https://download.elasticsearch.org/kibana/kibana/kibana-3.1.0.tar.gz

tar zxvf kibana-3.1.0.tar.gz

cd kibana-3.1.0/

แก้ไขไฟล์ config.js กำหนด ES Server ให้ถูกต้อง จากนั้นคัดลอกไฟล์ไปยัง Document Root ของ Web Server ที่เราใช้งานอยู่ จากนั้นเปิดเบราเซอร์ขึ้นมา เราจะได้หน้าจอดังนี้

ถ้ายังคิดอะไรไม่ออก คลิกไปที่ Link ที่เขียนว่า Logstash Dashboard คุณจะได้หน้าจอ Dashboard สำเร็จรูปมา 1 หน้าจอ

จากนี้คุณก็สามารถปรับแต่ง Dashboard ตามใจคุณได้แล้ว

สัมผัสประสบการณ์ BigData กับ HortonWorks

Thai Open Source - 2. June 2014 - 9:08
Tag: HortonWorksSandboxHadoopBigData

เนื่องจากได้เรียนวิชา BigData มาระยะหนึ่งโดยใช้ MapReduce Function บน MongoDB และใช้งาน Hadoop ก็พบว่ากว่าจะได้ใช้งานต้องใช้เวลาในการติดตั้งพอสมควร และการใช้ Hadoop อย่างเดียว ชีวิตคุณจะพบกับความทรมานอย่างแสนสาหัส เอาเป็นว่าใช้เครื่องมือที่เป็น Ecosystem ของ Hadoop เข้ามาช่วยจะดีที่สุด สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้เบื้องต้นว่า BigData เป็นอย่างไร จะเล่นกับ Hadoop ได้อย่างไร ผมแนะนำเครื่องมือง่ายๆ ที่จะทำให้คุณเรียนรู้การใช้งาน Hadoop ได้อย่างรวดเร็ว คือ HortonWorks Sandbox ครับ HortonWorks Sandbox เป็นชุด Appliance ที่รวบรวมเอาเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ Haddop มารวบรวมไว้พร้อมใช้งานเพื่อศึกษาการใช้งานและการทำงานร่วมกับ Hadoop สำหรับ Sandbox แบ่งเป็น VM Image สำหรับ VirtualBox, VMWare และ HyperV สามารถดาวน์โหลดเอาไปทดลองเล่นกันได้

ในชุดของ Sandbox ประกอบด้วย

  • Apache Hadoop
  • Apache Hive
  • Apache HBase
  • Apache Pig
  • Apache Storm
  • Apache Solr
  • Apache Falcon
  • Apache Sqoop
  • Apache Flume
  • Apache Oozie
  • Apache Ambari
  • Apache Mahout
  • Apache ZooKeeper
  • Apache Knox

เรียกได้ว่ามายกชุดกันเลยทีเดียว

มาลองเล่น MapReduce บน HortonWorks กันกับปัญหาพื้นฐานนับจำนวนคำ เราจะใช้หนังสือของคุณ James Joyce ชื่อ Ulysses กันครับ ให้ดาวน์โหลดมาแล้วแตกไฟล์ zip ให้เรียบร้อย แล้วใช้ File Browser เพื่อ upload ไฟล์หนังสือเข้าไป

จากนั้นใช้ Pig Script เขียน code ดังนี้

a = load '/user/hue/4300.txt';

b = foreach a generate flatten(TOKENIZE((chararray)$0)) as word;

c = group b by word;

d = foreach c generate COUNT(b), group;

store d into '/user/hue/pig_wordcount';

กำหนดชื่อ Script นี้ แล้วสั่ง Execute ครับ ผลลัพท์ที่ได้จะอยู่ในไดเรคทอรี /user/hue/pig_wordcount ผลลัพท์ที่ได้จะอยู่ในรูปแบบ key-value pair เรียกดูจาก File Manager ได้ครับ

จากนั้นเราก็เอาผลลัพท์ที่ได้ import เข้า HCatalog เพื่อสร้าง table เพื่อให้ใช้ SQL Query ได้ เพิ่มความสะดวกมากขึ้น จะได้ไม่ต้องเขียน script เรียกข้อมูลจาก key-value ให้ยุ่งยาก

ลองสั่ง Query ผ่าน Hive ดูครับ

เราก็จะได้ผลลัพท์ดังนี้

สำหรับ Word Count เป็นตัวอย่างง่ายๆ ของ MapReduce สำหรับท่านที่สนใจเรียนเพิ่มเติมก็สามารถดูรายละเอียดได้ที่หน้า Tutorial Gallery ครับ

Linux Mint 17 "Qiana" ออกแล้ว

Blognone Linux - 1. June 2014 - 5:59

เมื่อวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2014 ทีมผู้พัฒนาได้ประกาศออก Linux Mint 17 รุ่น MATE และ Cinnamon ตัวเต็มเป็นที่เรียบร้อยภายใต้ชื่อโค้ดเนม "Qiana" (ตามธรรมเนียมของ Linux Mint ซึ่งจะใช้ชื่อผู้หญิงไล่อักษรขึ้นต้นตามลำดับ a-z ต่อจากรุ่นก่อนหน้า และตัวอักษรสุดท้ายของชื่อจะเป็นตัว a เสมอ)

Linux Mint 17 พัฒนาโดยใช้ Ubuntu 14.04 เป็นฐาน เพราะฉะนั้น Linux Mint เวอร์ชันนี้จึงได้อานิสงส์เป็น Long-term support เช่นเดียวกับ Ubuntu ตัวต้นสาย ทำให้ Linux Mint 17 จะได้รับอัพเดตด้านความปลอดภัยไปจนถึง ค.ศ. 2019 โน่นเลย

สิ่งใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับ Linux Mint 17 ได้แก่

  • Update Manager ตัวใหม่ที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะการอัพเดตมากขึ้น, เร็วขึ้น, เสถียรขึ้น นอกจากนี้ History ของ Update Manager ก็จะครอบคลุมรายการประวัติการอัพเดตทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะอัพเดตผ่าน Update Manager, apt-get, aptitude, dpkg หรือ gdebi ไม่ใช่แค่รายการอัพเตตที่ทำผ่าน Update Manager เหมือนรุ่นก่อนหน้า
  • การติดตั้งไดรเวอร์สามารถใช้ไดรเวอร์ที่อยู่ใน Live DVD ได้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
  • ตัวเลือกค่าภาษาแบบใหม่ที่ยกเครื่องทั้งชุดเพื่อให้ดูเรียบง่ายและเข้าใจง่ายขึ้น
  • รองรับหน้าจอความละเอียดสูง (HiDPI) ได้ดีขึ้น
  • Cinnamon 2.2
  • MATE 1.8

สามารถดาวน์โหลดแผ่น DVD ติดตั้ง Linux Mint ได้จากลิงค์ที่มา

ที่มา - Linux Mint 17 Mate Edition, Linux Mint 17 Cinnamon Edition

Linux Mint, Linux, Operating System

มาเล่น Zabbix กัน

Thai Open Source - 27. May 2014 - 13:52
Tag: Zabbixmonitoring

Zabbix เป็น Monitoring System อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งมีคุณสมบัติหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Performance Monitoring, Availability Report, Trigger, Event และ Graphs เป็นต้น Zabbix มี Template เสริมหลายตัว สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้ง่าย แถมยังสามารถตั้ง Trigger เพื่อส่งการแจ้งเตือนผ่านทาง E-Mail, IM และ SMS ได้อีกด้วย ความสามารถเยอะขนาดนี้ มาลองเล่นกันดูครับ

ติดตั้งบน Ubuntu 12.04 ทำได้ง่ายมากเพราะ Zabbix มี Repository ให้บริการไว้แล้ว แค่ติดตั้ง repo package ดังนี้

wget http://repo.zabbix.com/zabbix/2.2/ubuntu/pool/main/z/zabbix-release/zabbix-release_2.2-1+precise_all.deb

dpkg -i zabbix-release_2.2-1+precise_all.deb

apt-get update

ติดตั้ง Zabbix Server

apt-get install zabbix-server-mysql zabbix-frontend-php

แก้ date.timezone ใน /etc/apache2/conf.d/zabbix จากนั้น restart apache ดังนี้

service apache2 restart

ติด Zabbix Agent ในเครื่องที่ต้องการ Monitor

apt-get install zabbix-agent

ตั้งค่า Zabbix Server ให้ Agent โดยใช้คำสั่ง

dpkg-reconfigure zabbix-agent

ใส่ hostname หรือ ip address ของเครื่อง Zabbix Server ให้ถูกต้อง

เปิด browser ไปที่ http://YOUR-ZABBIX-SERVER/zabbix ตั้งค่าอีกนิดหน่อย

จากนั้นจะเข้าสู่หน้าจอ Login กรอก username = Admin และ password = zabbix

ก็จะเข้าหน้าหลักของ Zabbix แล้ว วิธีการใช้งานให้ติดตั้ง Zabbix Agent ไว้ที่เครื่องที่ต้องการ Monitor จากนั้น เพิ่ม Host ที่ Configuration > Hosts เลือก Create Host ใส่ข้อมูล Host ที่ต้องการ Monitor ลงไป

คลิกที่ Template เลือก Template ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น OS Linux ถ้าต้องการ Monitor Service เช่น HTTP, HTTPS, SMTP, SSH ก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้

กด Save แล้ว เข้าไปดูที่ Monitoring > Lastest Data ว่ามีข้อมูลมาจาก Agent แล้วหรือยัง

เมื่อมีข้อมูลมาแล้วคุณสามารถดูข้อมูล System Status ผ่านหน้า Dashboard ได้ หรือจะดู Trigger หรือ Event ได้เช่นกัน

Pages