สเป็กก็ต้

สเป็กก็ต้องต่ำล่ะครับเพราะว่าเจ้าเครื่องนี้เขาทำมาเพื่อให้เด็กๆใช้กัน ถ้าใครได้อ่านขาวเมื่อปีที่แล้วน่ะครับโครงการนี้มันเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วผลิตให้กับเด็กๆได้ใช้กัน โดยเน้นที่ประหยัดพลังงานและ รา คาถูกซึ่งตอนแรกได้ตั้งเป้าไว้ที่ 400 ดอล์ลาร์สหัรฐ ซึ่งเค้าก็จะเน้นฮาร์ดแวร์ที่ไม่กินไฟแต่ก็ต้องสเป็กต่ำแน่นอนครับ หน้าจอนี่เป็นแบบสั่งทำพิเศษ แล้วก็ไม่มีฮาร์ดดิส หรือพัดลมแม้แต่ตัวเดียว เครื่องนี้ตามที่ผมได้อ่านเมื่อปีที่แล้วเค้าบอกว่าสามารถใช้ไฟจากมือปั่นหรือเสียบกับปลั๊กก็ได้ โดยถ้าใช้มือปั่น 1 นาที จะใช้ไปได้ 100 นาที นี่เป้นข่าวจากปีที่แล้วที่ผมได้เคยเซฟเก้บไว้

เจาะลึกโน้ตบุ๊ค 100 เหรียญ ก่อนส่งตรงถึงเด็กไทย
เริ่มต้นที่ศูนย์ MIT Media Labs ได้เปิดตัวโครงการวิจัยใหม่ซึ่งตั้งเป้าไปที่การพัฒนาโน้ตบุ๊คราคา 100 ดอลลาร์ขึ้นมา จนอาจกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาปฏิวัติวงการศึกษาของเด็กๆ ทั่วโลกก็เป็นได้ การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้จึงมีการก่อตั้งองค์กรการกุศลขึ้นมาชื่อ One Laptop per Child (OLPC) ขึ้นมา ความคืบหน้าของโครงการหลายความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทั้งจะถูกเปิดเผยขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก
________________________________________
ตั้งแต่มีข่าวเรื่องนี้ออกมาคำถามแรกที่มักจะได้ยินก็คือ “ทำออกมาได้อย่างไรในราคานี้” ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้ก็จะต้องย้อนกลับไปดูกันถึงสเปคของเครื่องกันเลยทีเดียว หลายคนมุ่งไปที่จำนวนของการผลิตแต่ไม่ว่าจะบวกลบคูณหารอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะทำได้ในราคานี้ นั่นเพราะมันคือสิ่งที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดอีกทั้งมีการวางแผนมาอย่างดี เริ่มจากเทคโนโลยีของฮาร์ดแวร์ที่ต้องทำงานได้อย่างประหยัดพลังงาน เพราะแหล่งผลิตพลังงานสำหรับเครื่องรุ่นนี้คือการใช้ “มือหมุน” หรือเรียกง่ายๆ ว่าใช้มือปั่นไฟใช้นั่นเอง ซึ่งความจำกัดด้านพลังงานนี้เองทำให้ฮาร์ดแวร์ถูกออกแบบเพื่อเรื่องดังกล่าว ดังนั้นฮาร์ดดิสก์จึงถูกตัดออกไปอย่างช่วยไม่ได้อีกทั้งส่วนประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานย่อมถูกกำจัดออกไปด้วย เมื่อทุกอย่างถูกจำกัดซอฟต์แวร์ที่จะนำมาใช้ก็จะต้องมีขนาดเล็กคล่องตัวและถ้าไม่มีขายไลน์เซ่นต์ด้วยจะเป็นเรื่องที่ดีมาก คำตอบจึงมาอยู่ที่ลีนุกซ์อย่างยากจะหลีกเลี่ยง
เจาะลึกเรื่องฮาร์ดแวร์
โน้ตบุ๊คตัวนี้เน้นไปที่เรื่องของจอภาพเป็นหลัก เนื่องจากจอภาพเป็นชิ้นส่วนที่ราคาแพงที่สุดของโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ การออกแบบในช่วงแรกๆ ใช้จอที่เรียกว่า e-Ink ซึ่งสุดท้าย Negroponte หัวหน้าโครงการตัดสินใจที่จะเก็บเอาเทคโนโลยีนี้ไว้ใช้ในเครื่องรุ่นต่อไป แต่ก็อดที่จะเล่าถึง e-Ink ไม่ได้ เพราะมันมีคุณสมบัติที่ดีมากมันไม่เพียงแต่แสดงผลขาวดำได้อย่างชัดเจนเท่านั้น แม้ว่าจะปิดเครื่องไปแล้วข้อความก็ยังอ่านรู้เรื่องและคมชัดอยู่ เนื่องจากโมเลกุลที่จัดเรียงเป็นตัวอักษรยังคงอยู่แม้ไม่มีกระแสไฟฟ้าก็ตาม สิ่งนี้ส่งผลให้มีการใช้พลังงานเพื่อแสดงผลตัวอักษรน้อยมากนั่นก็คือพลังงานเสียไปน้อยมากกับหน้าจอแบบนี้
กลับมาสู่ความเป็นจริงของเครื่องรุ่นแรกยังคงใช้จอ LCD แต่เป็นจอ LCD ที่ต่างจากโน้ตบุ๊คทั่วไป มันคือจอแบบ transmissive ที่ส่วนการแสดงสีต่างๆ บนหน้าจอจะมีระบบตัวกรองสี 3 สีให้แต่ละพิกเซล ซึ่งระบบกรองสีจะยอมให้แต่ละพิกเซลแสดงสีต่างๆ ได้มากมาย แต่ตัวกรองซึ่งกันแสงเอาไว้ข้างมากถึงร้อยละ 85 ทำให้วิธีการแบบนี้เปลืองพลังงานอย่างมาก แต่เราก็สามารถใช้แนวทางอื่นๆ สำหรับการแสดงสีในจอ transmissive ได้ วิธีการอย่างหนึ่งก็คือการสร้างภาพลวงของพิกเซลสี โดยการกระพริบสีแดงเขียวและน้ำเงินตามลำดับ แต่โชคไม่ดีที่จอ LCD สลับสีได้ไม่เร็วพอที่จะทำให้เทคนิคนี้ใช้งานได้
ดังนั้น Negroponte จึงใช้จอที่นำเอาพิกเซลสีแดงเขียวและน้ำเงินมาวางอยู่ใกล้กัน เพื่อทำให้มีลักษณะเหมือนพิกเซลสีเพียงจุดเดียว จอจะมีแบล็กไลท์ 3 สี และแต่ละพิกเซลจะมีเลนส์ขนาดเล็ก 3 อัน จากนั้นรวมเข้าด้วยกันเป็นจอเดียว เลนส์แต่ละจุดจะเลือกแบล็กไลท์แค่สีเดียว นอกจากนั้นจอยังทำงานในโหมดขาวดำได้ด้วย ซึ่งมีประโยชน์มากในการใช้งานกลางแจ้งหรือบริเวณที่มีแสงมาก
แม้ว่าจอรุ่นนี้ต้องสั่งผลิตพิเศษก็ตาม Negroponte เชื่อว่าสามารถผลิตขึ้นมาได้โดยใช้ต้นทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับจอรุ่นเก่า และทีมงานของเขาเริ่มเจรจากับผู้ผลิตจอภาพในเอเชียให้ผลิตจอแบบนี้ขึ้นมาแล้ว จอรุ่นนี้จะคมชัดน้อยกว่าจอ LCD ทั่วไป แต่จะใช้พลังงานน้อยกว่า เป้าหมายของ Negroponte ก็คือโน้ตบุ๊คเครื่องนี้ต้องทำงานได้ในอัตราส่วนการหมุน 100:1 นั่นคือหากใช้มือหมุนแกนโน้ตบุ๊คหนึ่งนาทีจะมีพลังงานให้โน้ตบุ๊คใช้ได้นานถึง 100 นาที
ส่วนการผลิตฮาร์ดแวร์เองในแต่ละประเทศก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง Negroponte กล่าวว่า "บางประเทศต้องการที่จะผลิตโน้ตบุ๊คเอาในภายหลัง แต่ดูเหมือนพวกเขาไม่สามารถทำการผลิตในปริมาณมากๆ จนทำให้มันมีราคาถูกได้" ปริมาณจัดเป็นปัจจัยหลักที่จะใช้วัดว่าโน้ตบุ๊ครุ่นนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เครื่องรุ่นนี้จะผลิตได้ก็ต่อเมื่อทั้งห้าประเทศลงนามซื้อประเทศละ 1 ล้านเครื่อง การผลิตโน้ตบุ๊คในช่วงแรกที่มีประมาณ 5-10 ล้านเครื่องจะทำให้มีราคาอยู่ที่ 130 ถึง 150 ดอลลาร์ต่อเครื่อง ซึ่งยังไม่รวมค่าขนส่งค่าการตลาดและข้อมูลดิจิตอลอื่นๆ ที่ต้องติดตั้งลงไปในเครื่อง ถ้าหากโครงการมีขนาดใหญ่กว่านี้ โน้ตบุ๊คจะมีราคาที่ 100 ดอลลาร์ตามเป้าได้
เรดแฮทกับซอฟต์แวร์
ดูเหมือนว่า Negroponte สามารถตอบคำถามส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ไฟ 12 โวลล์ ซึ่งในตลาดอะแดปเตอร์แบบนี้จะมีปัญหาเรื่องไฟกระชาก ก็ได้รับคำตอบว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะตัวเครื่องใช้พลังงานระดับปานกลางเท่านั้น ส่วนเรื่องของความร้อนที่ไม่มีแม้แต่พัดลมช่วยก็อธิบายได้ว่าเนื่องจากโพรเซสเซอร์ความเร็วต่ำอีกทั้งยังไม่มีฮาร์ดดิสก์ย่อมทำให้ความร้อนที่มีในระบบน้อยมาก นั่นเป็นคำตอบของการไม่มีพัดลมระบายความร้อน แต่ถ้าจะถามถึงเรื่องซอฟต์แวร์เรายังไม่เคยเห็นเลยว่าซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานกับโน้ตบุ๊คเครื่องนี้หน้าตาเป็นอย่างไร เท่าที่ทราบว่างานนี้มีทีมงานวิศวกรของ Red Hat กำลังแก้ไขดิสตริบิวชัน RedHat ให้ทำงานสอดคล้องกับโพรเซสเซอร์และสเปกฮาร์ดแวร์ของโน้ตบุ๊คเครื่องนี้อยู่ แน่นอนว่ามันจะต้องรวมถึงเรื่องของ GUI ด้วย ซึ่งทีมงานเรื่องนี้มีอยู่ทั้งหมด 18 คน รวมทั้ง Alan Kay และ Seymour Rapert โน้ตบุ๊คจะให้เครื่องมือเพื่อช่วยให้นักเรียนศึกษาวิธีการเขียนโปรแกรมอย่าง Squeak (สภาพแวดล้อมแบบกราฟิกที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม Smalltalk) และ Logo แผนงานก็คือการเผยแพร่ซอฟต์แวร์ทางออนไลน์เพื่อให้นักทดสอบนำไปลองใช้และแนะนำคุณสมบัติต่างๆ เข้ามาอีกทั้งยังวางแผนที่จะแก้ไขซอฟต์แวร์เพื่อให้ใช้กับภาษาต่างๆ ได้ รวมทั้งทำให้เหมาะสมกับสไตล์และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่ต่างกันด้วย

เครื่องนี้ฟรีหรือขาย
โน้ตบุ๊ครุ่นนี้ไม่ได้วางจำหน่ายทั่วไปแต่จะแจกให้กับนักเรียนเท่านั้น โดยจะใช้ช่องทางการขายหนังสือและแบบเรียนเดิมที่เป็นอยู่ โน้ตบุ๊คจะเป็นสมบัติของนักเรียนไม่ใช่ของโรงเรียน ซึ่งเรื่องแบบนี้อาจจะทำให้บางบริษัทที่เคยขายหนังสือและเครื่องแบบโดยได้กำไรสูงลิบอาจจะต้องสูญเสียรายได้หากสัญญาขายหนังสือต้องขาดช่วงไปแล้วกลายเป็นโน้ตบุ๊คแทน สำหรับปัญหานี้ Negroponte เสนอแนะว่าบริษัทหนังสือไม่จำเป็นต้องสูญเสียรายได้หากสำนักพิมพ์จะเปลี่ยนมาขายลิขสิทธิ์อิเล็กทรอนิกส์ของแบบเรียนแต่ละชุดแทน ซึ่งจะทำให้รายได้จากหนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับหนังสือที่เป็นกระดาษ
แนวคิดก็คือการทำให้โน้ตบุ๊คกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับนักเรียน และมีราคาถูกเพียงพอที่จะแทนที่แบบเรียนได้ Negroponte พบว่าหาโรงเรียนในประเทศกำลังพัฒนาบางแห่ง นักเรียนต้องเสียค่าแบบเรียน 20 ดอลลาร์ต่อปี ถ้าหากมีการขายโน้ตบุ๊คให้นักเรียน (หรือรัฐบาลจัดสรรให้) โดยให้ผ่อนชำระ 5 ปี โน้ตบุ๊คก็จะมีราคาเท่ากับแบบเรียน
แบ่งสันปันส่วนกันอย่างไร
เมื่อพูดถึงโครงการ OLPC นี้ Negroponte กล่าวว่ายังคิดไม่ออกว่าจะให้ใครเป็นซีอีโอของทั้งโครงการ "ในช่วงแรกนี้เราต้องการคนที่เหมือนกับ Michael Dell ที่มีความเป็นอัจฉริยะในเรื่องช่องทางการจัดซื้อวัตถุดิบ แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้า เราต้องการคนที่ผสมผสานระหว่าง Kofi Annan และ Seymour Rapert"
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือแยกการทำงานออกเป็น 3 กลุ่ม คือฮาร์ดแวร์ OLPC (น่าจะอยู่ในซิลิกอนแวลเลย์หรือเอเชีย) ซอฟต์แวร์ OLPC (อิงกับ Media Lab) และ OLPC International (ในนิวยอร์กหรือศูนย์กลางระดับโลกที่อื่นๆ) ซึ่งแผนกที่สามนี้จะรับผิดชอบเรื่องการจำหน่ายการแปลงเป็นภาษาท้องถิ่นและการให้ริการเครื่องรุ่นนี้ รวมทั้งค้นหาวิธีการว่าจะนำไปใช้ตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก

เด็กจะได้อะไรบ้าง
คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่จะนำเอาโน้ตบุ๊คไปใช้ในห้องเรียนได้อย่างไร คำถามว่าโน้ตบุ๊คจะใช้เป็น "เครื่องมือช่วยสอน" ได้อย่างไร Negroponte มีความเชื่อที่ว่า นักเรียนเพียงต้องการใช้เทคโนโลยีและสามารถใช้เทคโนโลยีสอนซึ่งกันและกันได้ รวมทั้งการค้นพบสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง หากเมื่อถามถึงความกังวลว่าพวกครูจะเต็มใจใช้คอมพิวเตอร์ในชั้นเรียนหรือไม่ เขาพูดถึงโครงการของ Angus King ผู้ว่าการรัฐเมนที่นำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียนของโรงเรียนมัธยมทุกแห่งในมลรัฐ ซึ่งในช่วงแรกๆ พวกครูไม่ค่อยนิยมมากนัก แต่ในตอนนี้ทุกคนต่างยอมรับว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและเตรียมจะนำไปใช้ในรัฐอื่นๆด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัดเบื้องหลังอุปกรณ์นี้ก็คือการใช้นโยบายม้าไม้โทรจัน นั่นก็คือการขายอุปกรณ์เป็นม้าไม้โทรจัน จากนั้นก็คอยดูว่านักเรียนจะทำอะไรกับเครื่องมือเขียนโปรแกรมที่ทำงานได้อย่างคล่องตัว และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตนี้ได้บ้าง
โครงการนี้จะทำให้เด็กๆ จะได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่จะรองรับการทำงานเป็นอีบุ๊ค มีเครื่องมือดีๆ สำหรับใช้ท่องเว็บ ร่วมถึงการใช้งานเวิร์ดโพรเซสเซอร์ได้ตลอดเวลา และจะดีมากหากทำให้เด็กๆ หันมาสนใจการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยังเล็ก
ส่งท้าย
หากกล่าวแง่มุมอื่นของโครงการนี้ เช่นเรื่องของการตลาด การจัดจำหน่าย การซ่อมบำรุงอุปกรณ์ และระบบสื่อสารกับอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเรื่องของการใช้งานในห้องเรียน ยังมีคำถามที่ไม่มีคำตอบอยู่เป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชุมชนต่างๆ ทั่วโลกสนใจนำเอาไอทีมาใช้ในการศึกษา โดยเฉพาะระบบไอทีในประเทศกำลังพัฒนา แนวคิดแบบนี้อาจทำให้สิ่งที่ Negroponte และทีมงานทำอยู่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้
หาก OLPC มีการกำหนดเงื่อนไขและข้อแนะนำสำหรับประเทศที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ว่าจะแจกจ่าย หรือ เชื่อมโยงระบบสื่อสารการให้บริการ และให้ความรู้เกี่ยวกับโน้ตบุ๊คนี้อย่างไรบ้าง สิ่งนี้ฟังดูแล้วเหมือนกับ Negroponte ต้องการตั้งเงื่อนไขให้นักเรียนทุกคนในห้องเรียนมีโน้ตบุ๊คเป็นของตนเอง ถ้าอย่างนั้นโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการต้องติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตก่อนอย่างนั้นหรือ ระบบที่พร้อมใช้จะต้องมีสภาพแวดล้อมเหมือนกับโครงการ SchoolNet ที่โรงเรียนต้องสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตได้เสียก่อน ส่วนอื่นที่ยังน่าเป็นห่วงก็คือเรื่องของการบำรุงรักษาจะต้องทำอย่างไร ต้องมีบริษัทมาคอยซ่อมโน้ตบุ๊คหรือไม่หรือนักเรียนต้องซ่อมโน้ตบุ๊คเอง หรือต้องตั้งบริษัทขึ้นมาเองนั่นเป็นสิ่งที่ยังต้องติดตามกันต่อไป
One Laptop Per Child จัดเป็นโครงการที่ทะเยอทะยาน และแตกต่างจากโครงการเดิมๆ อย่างมาก ถ้าหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จมันจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ของโลก รวมทั้งวิธีการสื่อสารและการโต้ตอบกันในช่วงสองสามทศวรรษหน้า แต่ถ้าหากโครงการนี้ประสบความล้มเหลวมันจะสร้างความหวาดกลัวต่อทุกคนที่คิดจะนำเอาการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเทคโนโลยีและการศึกษามาใช้ด้วยวิธีแบบนี้อีกหลายสิบปีเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่อยากให้โครงการนี้ประสบความล้มเหลว ดังนั้นพวกเราจะต้องพยายามหาทางทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จให้ได้ แน่นอนว่าทางรัฐบาลไทยได้ทำการตกลงสั่งซื้อเครื่องรุ่นนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่ากลางปี 2006 เราน่าจะได้เห็นเครื่องล็อตแรกส่งเข้ามา ส่วนจะถึงมือเด็กไทยที่ไหนก่อนนั้นก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

Reply

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
  • Allowed HTML tags: <i> <center> <span> <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <br> <dt> <dd> <object> <embed> <hr> <img> <blockquote> <b> <u> <del> <div> <p> <table> <tr> <td> <font>

More information about formatting options