ความจำเป็นของการศึกษาโอเพ่นซอร์ส เพื่อการประกอบอาชีพของคนชนบทที่มีรายได้น้อย
Posted in:
จากการที่ผมได้ก่อตั้งและพัฒนาท้องถิ่นโอเพ่นซอร์ส เพื่อหาแนวคิดในการพัฒนา People ware หรือผู้ใช้งานโอเพ่นซอร์ส ปัญหาหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นคำถามเสมอว่า ทำไมเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้โอเพ่นซอร์ส ผมเองก็ตอบคำถามแก่คนในชุมชนและคนทั่วๆ ไปเสมอว่า จำเป็นมาก เพราะอย่าลืมว่า คนจนๆ มีรายได้น้อย แม้แต่คอมพิวเตอร์ก็ยังต้องผ่อน แล้วจะมีปัญญาที่ใหนไปซื้อซอฟแวร์ที่มีลิขสิทธิ์ เพื่อการประกอบอาชีพด้านคอมพิวเตอร์
บางคนก็อาจจะแย้งว่า แล้วทำไมไม่ใช้ซีดีเถื่อนไปและ ในเมื่อมีอยูเต็มบ้าน เต็ฒเมืองไม่เห็นมีใครจับ
อันที่จริง ความคิดเห็นที่ว่าไม่มีใครจับกุม เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ที่ว่าไม่มีใครจับ เพราะจริงๆ แล้วปัจจุบัน ก็มีการจับกุม ถ้าหากมีเจ้าทุกข์ร้องเรียนก็สามารถเข้าไปจับกุมได้ เพียงแต่ว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นกฏหมายที่ยอมความได้ ส่วนใหญ่จึงมักจะปราณีปรานอมยอมความ แล้วเจ้าของกิจการ ก็ยอมซื้อซอฟแวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องเสีย และเหตุผลประการที่สำคัญก็คือว่า เจ้าของธุรกิจซอฟแวร์ส่วนใหญ่ มักจะยินยอมให้สถานศึกษานำซอฟแวร์ไปใช้โดยไม่เรียกร้องค่าลิขสิทธิ์ เพราะต้องการปลุกฝังให้เด็กและเยาวชน ใช้ซอฟแวร์เหล่านั้น เมื่อเติบโตขึ้นมา ก็เกิดความเคยชินและใช้ซอฟแวร์เหล่านั้น
การปลูกฝังให้เด็กใช้ซอฟแวร์ที่เป็นไม่ใช่โอเพ่นซอร์ส สำหรับคนในเมือง ก็อาจจะไม่ดูเป็นเป็นปัญหาในการประกอบอาชีพ เพราะว่าพ่อแม่บางคนมีฐานะสูง ถ้าหากว่าบุตรหลานต้องการประกอบอาชีพด้านคอมพิวเตอร์ ก็สามารถที่จะมีเงินในการซื้อซอฟแวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องได้ แต่ถ้าหากเป็นเด็กชนบทที่ด้อยฐานะ ก็จำเป็นที่จะต้องไปเป็นลูกจ้าง ขาดโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ฉะนั้นการปลูกฝังให้เด็กในชนบทใช้แต่ซอฟแวร์ที่ไม่ใช่ Opensource จึงเป็นการปิดกันโอกาสของเด็ก ที่จะพัฒนาตนเองไปเป็นผู้ประกอบการ เพราะเมื่อเด็กที่จบมาไม่สามารถซื้อซอฟแวร์ลิขสิทธิ์ได้ จึงเหลือทางเลือกเพียงทางเดียวคือไปเป็นลูกจ้างเท่านั้น เราไม่ทราบว่าอนาคตของเด็กเหล่านั้น เมื่อเค้าเติบโตมาเค้าจะมีความสามารถเพียงใด บางคนอาจจะเป็นนัก Animatiion ระดับประเทศ แต่เมื่อไม่มีทุน กํจำเป็นไปเป็นลูกจ้างเขา
ฉะนั้นการให้โอกาสแก่เด็กเป็นสิ่งที่สำคัญ บทความนี้จึงอยากให้ทุกๆ โรงเรียนในชนบทใด้ตระหนักถึงความจริงที่เป็นอยู่เกี่ยวกับฐานนะของเด็กและผู้ปกครอง และให้โอกาสกับเด็กในด้านโอเพ่นซอร์ส เพื่อเป็นหนทางในการประกอบอาชีพอิสระต่อไป
ศึกษาใด้จากเชื่อมโยงข้างล่าง
http://oss.nn.nstda.or.th/ <== โครงการท้องถิ่นโอเพ่นซอร์ส
http://oss.nn.nstda.or.th/Animation <=== ตัวอย่าง Animaition ที่เกิดจาก Opensource
http://www.bsa.org/thailand/ <=== องค์กรทีต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์


สนับสนุน
ตอนนี้กระจกเงาเชียงรายได้รับทุนจากโครงการ microsoft potential UP เอามาสอนเด็กๆ ชาวเขาให้เข้าถึง IT เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ เป็น Microsoft ทั้งหมดเข้า concept เลยครับ ทางศูนย์กระจกเงาเองก็ใช้ Software ละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมด อยากให้ไปจัดอบรมที่นั่นดูบ้างครับ เพราะที่นั่นบุคลากรด้านนี้ยังไม่มีใครพร้อมเลยสักคน ผมรู้จักอยู่คนนึงเค้าค่อนข้างสนใจอยู่บ้างเหมือนกัน แต่นั่นแหละคือ แพ้คนหมู่มาก
เป็นีเจตน
เป็นีเจตนาที่ดีครับ แต่ก็อยากให้นึกถึงความเป็นจริงเรื่อง Economic of scale ด้วยครับ
ช่วยขยายค
ช่วยขยายความ คำว่า Economy of scale ให้ทีครับ เผื่อจะได้อธิบายให้ชัดเจนขึ้น
ถ้าจำไม่ผ
ถ้าจำไม่ผิดก็คือ การซื้อของทีละมากๆ แล้วก็จะได้ส่วนลดมากๆ
ผิดพลาดขออภัย เพิ่ง ได้ยินคำนี้ในห้องเรียน เมื่อสองวันก่อน
Economic of scale
Economic of scale ในความหมายที่เขาใจง่ายๆ คือ ขนาด ที่เพียงพอความคุ้มค่า ทางเศรษฐกิจ
ผมในฐานะผู้ประกอบการ ที่เปิดใจ สนใจ การใช้ Opensource เพื่อทดทแน Windows (แน่นอน การ ลด ต้นทุน เป็น เป้าหมาย หนึ่ง ความรัก ความสนใจ ส่วนตัวก็ ส่วนหนึ่ง) แต่ที่สำคัญคือ การดำเนินธุรกิจ อย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่ละเมิดสิทธิ์ใคร
การที่ผู้ประกอบการ ไม่ได้ ใช้ Opensource คงไม่ใช่เพราะ...
...บางคนก็อาจจะแย้งว่า แล้วทำไมไม่ใช้ซีดีเถื่อนไปและ ในเมื่อมีอยูเต็มบ้าน เต็มเมืองไม่เห็นมีใครจับ...
ถ้าผู้ประกอบการ คิดได้เท่านี้ ก็คงไม่สำเร็จแน่ๆในการประกอบธุรกิจ คับแคบและขาดวิสัยทัศน์โดยสิ้นเชิง
โดยส่วนตัว ผมสนใจ Linux มานานพอสมควร และสนใจอย่างจริงจัง ในช่วงที่ผ่านมา เป้าหมายเพื่อ ทดแทน Windows ที่ใช้ อยู่เลยทีเดียว หลังจากที่ทุ่มเท เอาจริงเอาจัง จนผมพอจะสรุปได้เลยว่า (ทำไม Opensource จึงยังไม่เข้าไปนั่งในใจ หน่วยธุรกิจได้) เอาเป็นว่า เป็น ความคิดเห็นส่วนตัว ก็แล้วกันครับ
มันยังมีปัญหามากมาย ยังขาดประสิทธิภาพ ที่จะไปทดแทนได้อย่างเบ็ดเสร็จ (ไว้ถ้าสนใจ เรา โทรคุยกันได้ แมนก่อ)
การใช้งานทั่วๆไป ดูหนังฟังเพลง อินเตอร์เน็ต พิมพ์งาน ไม่มีปัญหาครับ ผมว่าดีกว่าเสียอีก ไม่ต้องกังวลเรื่อง ไวรัส
แต่ถ้าให้ถึงขั้น ใช้โปรแกม ที่มีประสิทธิภาพสูง ในระดับ เอาไปทำมาหากิน ผมว่าเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น อย่างกว้างขวาง เท่าที่เป็นได้ ก็ประเภท Server
เพราะ แรงจูงใจ หรือ แรงผลักดัน ที่จะพัฒนา โปรแกมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มันไม่เท่าโปรแกรมที่ใช้บนวินโดว์ อันนึงได้ตังค์ กับ ไม่ได้ตังค์
ที่ Linux พัฒนาได้ ก็ เป็น OS เสียส่วนใหญ่ เเต่ระดับ Application ยังต้องพัฒนา อีกเยอะ และ ไม่รู้ เมื่อไหร่จะตามทัน
เพราะฉะนั้น ในความคิดของผม หากมองว่า การใช้ opensource ในระดับเป็นถึงผู้ประกอบการ ยังไม่น่าจะทำได้ แต่ในอนาคต ก็ว่ากันไป
หวังว่า คงไม่มี อะไร ไปขัดแย้ง บทความของคุณอวยชัยนะครับ เพราะในส่วนตัวของผม ผมก็จะใช้ Linux ต่อไป และต่อไป ใน ส่วนที่มันใช้งานได้ และผมขอเป็นผู้ใช้ Linux ที่ไม่ต่อต้าน Windows
ขอบคุณมาก
ขอบคุณมากครับ เป็นแนวคิดที่ใช้ได้ดีทีเดียว และผมเชื่อว่าผู้ประกอบการหลายๆ คนมักจะมีคำถามในข้อต่างๆ เหล่านี้
แต่เหตุผลที่เชื่อมันว่า Opensource จะสามารถพัฒนาซอฟแวร์ในเชิงพาณิชย์ได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
1. คิดตามหลักของ Time และ Space คือไม่มีของสองสิ่งสามารถอยู่ในทีเดียวกัน หรือเวลาเดียวกันได้ คนที่ใช้ Linux หรือว่า windows จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นหมายถึงว่า ถ้าหากผู้ใช้ Linux เพิ่มขี้น ผู้ใช้วินโดวส์ย่อมลดลง
2. คิดตาม Man Power คือกำลังพล
ยกตัวอย่างว่า ถ้าหากเราคนเดียวๆ เราอาจจะวิ่งข้ามเขาได้ แต่ถ้าหากเรามีคนจำนวนมหาศาล เราก็อาจจะขุดภูเขาทั้งลูกทิ้งได้ นั่น หมายถึงว่าอาจจะมี คนที่ใช้คอมพิวเตอร์เก่งๆ ซักคนหนึ่ง เค้าสามารถจะเอาลีนุกซ์ไปพัฒนาอะไรก็ได้ แต่ถ้าหากว่ามีกำลังคนจำนวนมากแล้ว เราจะสามารถพัฒนาอะไรสำหรับ End User ได้อีกมาก เปรียบได้กับการขุดภูเขาทิ้ง หรือการเอาอุปสรรคที่ขวางกั้น End user ออกไป
คิดเอาง่ายๆ นะครับ เรามีคนใช้ลีนุกซ์ ที่ยังไม่ถึง 1% ในทุกๆ วันนี้ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้ ถ้าหากว่าภายใน 2 - 3 ปีข้างหน้าที่ลีนุกซ์เติบโตขึ้น จนครองตลาดได้แล้ว ถึงตอนนั้นจะพัฒนาอะไรก็ได้หมดละครับ
และกว่าเด็กเหล่านั้นจะจบออกมา ถ้าหากว่าเราส่งเสริม ณ วันนี้ ถึงเวลานั้น เค้าก็สามารถใช้ Opensource ได้จนชำนาญแล้ว
และขอยกตัวอย่างเรื่องของการเติบโตนะครับ
เคยมีพระราชาคนหนึ่ง จะใช้คนที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์คนหนึ่ง เขาขอค่าแรงเริ่มตั้นจากข้าว 1 เม็ด และวันต่อๆไป ให้ ทวีคูณไปเรื่อย พระราชาก็คิดในใจ วันแรกก็ 1 เม็ด วันที่สอง ก็สองเม็ด วันที่ 3 ก็แค่ 4 เม็ด เอง วันที่ 4 ก็ 8 เม็ด เอง เมื่อคิดได้ดังนั้น พระราชาก็ได้ตกลง แต่ผลสุดท้าย ข้าวหมดโลก ก็ไม่พอจ่าย
พระเยซูคริสต์ กับสาวก 12 คนเปลี่ยนแปลงโลกได้ ในระยะเวลาไม่กี่ปี ที่คริสเตียนทวีจำนวนมากขึ้น ค.ศ. 300 จักพรรดิ์ คนสแตนติน ให้ถือว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ และทุกๆ วันนี้ก็กลายเป็นศาสนาที่มีจำนวนคนนับถือมากที่สุดในโลก
นี่คือการเติบโต ในยุคสมัยที่ไม่มีเทคโนโลยีข่าวสารนะครับ แต่ยุคของเราจะรวดเร็วกว่านั้นมากเลยครับ
วัฏจักรนี้น่ากลัวมาก สำหรับ M$ เพราะยิ่งคนใช้ Opensource มากเท่าใหร่ ยิ่งมีกำลังทวีมากขึ้นเท่านั้น เพราะอย่างไรเสียน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ทิมพัฒนาของไมโครซอฟต์ไม่กี่พันคน สู้นักพัฒนา Opensource ที่มีอยู่เป็นแสนในโลกไม่ได้ และถ้ายิ่ง Opensource เติบโตขึ้นมากเท่าใหร่ จะมีนักพัฒนาหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมตลอดเวลา
ผมขอให้เราถือว่า เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกๆ คนในการส่งเสริมและแผยแพร่ Opensource ก็แล้วกันนะครับ เพื่อว่า Man Power นั้นจะส่งผลทวีมากขึ้นในการพัฒนา Opensource
bomb
เรื่องพระราชาน่าสนใจครับ ผมเลยลองคำนวณดูว่าจริงหรือเปล่าที่ข้าวไม่พอ
100 ปี พระราชาต้องให้ข้าว 6,659,425 เม็ด
1 ปี พระราชาต้องให้ข้าว 66594.25 เม็ด
ผมว่าพระราชามีข้าวให้นะ แต่ไม่อยากให้มากกว่า อิอิ
ps. ร้านขายข้าวแถวบ้านผมยังขายต่อเดือนได้เยอะกว่านี้เลย
เรื่องจำน
เรื่องจำนวนเม็ดข้าวนี่คิดผิดแล้วมั้งครับ
รู้สึกว่า
จากวันแรก
1,2,4,8,16 เป็นอนุกรม 2^n ครับ
2^0,2^1,2^2,2^3,2^4
ดังนั้น หนึ่งปี ก็ต้องใช้ ข้าวประมาณ 2^365 เม็ดครับ
ก็จะมีค่าเท่ากับ (กดเครื่องคิดเลข) 7.5 * (10^109)
Unknown comment!!!
จริงๆ ที่อยากปลูกฝังเด็กๆ ใช้ไม่ไช่เพราะ อยากให้นำไปใช้ในระดับองค์กรณ์หรืออะไร แต่อยากให้เด็กหรือผู้ใช้ทั่วไปมองตัวเลือกอื่นบ้าง อยากให้ลองใช้อย่างอื่นบ้าง เดี๊ยวนี้เวลาจะแนะนำเพื่อนให้ลองเล่นพวกลีนุกซ์ทีก็โดนถามกลับมาแล้ว ลงไปทำไม อาจารย์ในมหาวิทยาลัยผมที่สอนวิชา Operating System ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็น Unix หรือ Linux แต่พอถามไปว่าอาจารย์ใช้อะไร อาจารย์ตอบว่าใช้ Windows เถื่อน -*- ขณะอาจารย์ยังใช้ของเถื่อนเลย ผมว่ามันก็น่าจะได้เวลามาปลูกฝังให้ใช้ของทางเลือกได้แล้วหละ
bomb
ผมคิดว่าเหตุผลยกมาเรื่อง linux จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กเป็นเจ้าของธุรกิจ ค่อนข้างไม่มีน้ำหนัก
เนื่องจากค่าใช้จ่าย สำหรับ software ที่เอามาทำงาน มักเป็น software เฉพาะทาง เช่น ด้านตัดต่อ: premier,
ด้าน 2d : illustrator, photoshop ด้าน 3d:maya, 3dmax ซึ่ง software พวกนี้มีราคาสูงมาก
หลายคนอาจจะบอกว่า maya มีบน linux ซึ่งก็ถูกครับ แต่ราคาเดียวกับบน windows และไม่ใช่ opensource
ตัวเดียวที่ผมเห็นคือ blind3d ซึ่งใช้ถูกนำไปใช้จริงกับพวกเกมส์ console เมื่อก่อน แต่ในไทยยังไม่เคยเจอใครใช้
ในระดับมืออาชีพ
สำหรับ photoshop ถึงแม้จะใช้ gimpแทนได้ แต่ถ้ามองอย่างเป็นกลาง จะเห็นว่า features ไม่สามารถ
เทียบชั้นได้เลย (ผมยังไม่เคยเห็น graphic designer มืออาชีพใช้ gimp เป็นหลักนะ อีกทั้งการเปิดตัว
gimp แต่ละ version ก็ไม่ได้เป็นที่สนใจเหมือน photoshop)
ยิ่งถ้าพูดถึงอาชีพยอดนิยมหรือเคยนิยม-เจ้าของร้าน internet แม้จะมีความเป็นไปได้ในการนำ linux
มาใช้แทน windows แต่ถ้าลูกค้าเลือกได้คงไปร้านคู่แข่งที่ใช้ windows แทนแน่นอน ที่สำคัญ
โลกของเกมส์ยังอยู่ใน windows
อีกประเด็นที่น่าคิดคือ ถ้าเด็กไม่ได้ใช้ opensource แล้วปิดประตูการเป็นเจ้าของกิจการจริงหรือ และ
ถ้าเด็กใช้ opensource เป็นการเปิดโอกาสหรือเปล่า
ปรกติในชีวิตการทำงาน มีไม่กี่คนที่เรียบจบแล้วมีทุนเปิดกิจการของตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น ร้าน internet
ถ้าจะเปิดกิจการเลี้ยงตัวได้อย่างน้อยต้องมีเงินแสน วิธีปรกติ คือ เก็บเงินจากการไปเป็นลูกจ้างเขา หรือ
กู้ธนาคาร
แต่ถ้าผมไปสมัครงานเป็นพนักงานทั่วไป ส่ง resume ไปว่า โปรแกรมที่ใช้เป็น คือ linux, gimp, openoffice,
firefox แล้วโปรแกรมที่ไม่ใช่ opensource ผมไม่เคยใช้เลย แน่นอนตอนสัมภาษณ์ กับ
ทำแบบทดสอบผมเสียเปรียบคนอื่นมาก
สำหรับงาน freelance ต่างๆ เช่น web designer, 2d/3d graphic designer dreamweaver ยังเป็นหัวใจในการ
ทำ web ในไทย รวมถึง photoshop, illustrator การที่เราใช้ open source มักจะมีปัญหาในการส่งงานข้ามโปรแกรม
ถ้าเป็นงานด้าน programming java, c, php เป็น opensource ที่มีประสิทธิภาพ แต่งานที่เข้ามามักจะต้องใช้ windows
ช่วยในหลายขั้นตอน ยกตัวอย่างเช่น java แม้จะ run ได้ตาม jre การมี windows ไว้ test interface ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ
หรือการเขียนโปรแกรมภาษา c ทุกวันนี้ visual c ก็ยังใช้กันในวงกว้าง การใช้ผสมกันระหว่าง software ที่ต้องเสียเงิน
กับ opensource ดูจะเปิดโอกาสทางอาชีพได้มากที่สุด
ในต่างประเทศการใช้ linux ในระดับ enterprise เกือบจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
แต่จุดประสงค์ในการใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว อย่างนึงต้องยอมรับก่อนว่า
การ install app บน linux รวมถึงการ config ต่างๆ ไม่ได้ง่ายเท่า windows บริษัทส่วนใหญ่
ใช้วิธีการซื้อ support ซึ่งแน่นอนถูกกว่าซื้อ windows แต่ในระยะยาวแล้วก็ไม่แน่ว่าค่าใช้จ่าย
อาจสูงกว่าซื้อ windows license ทำให้บริษัทส่วนหนึ่งใช้วิธีจ้าง เจ้าหน้าที่ it ที่ผ่าน cerified แล้ว
สาเหตุหลักที่ทำให้บริษัทต่างๆ หันมาใช้ linux ส่วนมากมาจาก realiability ของระบบ ในที่นี้หมายถึง
ีปัญหาเรื่องไวรัสน้อยมาก
จะเห็นว่าการนำ linux ไปใช้ในระดับองคกร์ต้องมีค่าใช้จ่ายแน่นอน ผมจึงยังมองไม่เห็นว่า
เจ้าของกิจการที่มีทุนต่ำจะได้ประโยชน์จาก linux
จากที่ผมได้ยกเป็นเด็นต่างๆ ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อต้องการโจมดี opensource หรือ linux แต่อยากให้
มองจุดยืนอย่างที่มันเป็นเพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้ถูกทาง
เห็นด้วยส่วนหนึ่งครับ
ครับ ผมก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่คุณมองคือปัจจุบันครับ ไม่ใช่อนาคต
แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เติยโตอย่างรวดเร็ว อะไรที่คุณคิดว่าไม่เคยเห็นจะได้เห็น แน่นอนครับ
แต่สำหรับคนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ เค้ามองเห็นแค่ 0 กับ 1 เท่านั้นครับ เพราะเค้ารู้ดีว่าคอมพิวเตอร์สามารถทำอะไรได้บ้าง
ต่อยอดอีกหน่อยครับ
คุยกันยาวเหยียดจนลืมไปเลยว่าเคย post เอาไว้ พวกบทความไม่มี email เตือนก็งี้อ่ะ (หรือมีแต่ทำไม่เป็นไม่รู้) ที่ผมยกกระจกเงามาเพราะเคยทำงานแล้วจึงได้เห็นว่าหลายส่วนไม่มีความจำเป็นต้องใช้ windows ไงครับ แล้วยิ่งการพัฒนาเด็กชาวเขานั้นยิ่งไม่จำเป็นต้องใช้ software ระดับ enterprise เลยแม้แต่น้อย ก็ไม่รู้ว่าถ้าผมขอทุน microsoft potential UP แต่มีข้อแม้ว่าไม่ใช้สินค้า microsoft มันจะยอมหรือเปล่า ถ้าไม่ยอมก็แสดงว่าผลประโยชน์มาก่อนพัฒนาเป็นรอง
อย่างเวลาคนรู้จักจะถามเรื่องลง os ผมยังบอกให้ไปลง windows เลย เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันจะแนะนำให้ใช้อย่างไรหว่า เกิดไปถามใครก็ยิ่งตาแตก ปรากฏว่าขี้เกียจอธิบายครับยิ่งคนไม่รู้เรื่องคอม ยิ่งต้องบอกไปว่าไปลง window เถอะนะ พร้อมเมื่อไรค่อยเล่นอย่างอื่น แต่ถ้าเป็น application จะแนะนำพวก open source ทั้งหมด
ส่วนตัวก็ไม่ต่อต้าน windows อยู่แล้วเพียงแต่ ไม่ชอบที่มัน close source เท่านั้นเองเลยต่อต้าน (เอ๊ะ ตกลงต้านหรือไม่ต้าน 55)
ทุกๆ อย่างต้องใช้เวลาครับ
ทุกๆ อย่างต้องใช้เวลาครับ ไม่ยากเกินความพยายามหรอกครับ
ไม่ได้ไม่ได้ ต้องได้ให้ได้
พัฒนาซอฟท์แวร์บนวินโดวส์มานานแล้วครับ (ด้านฐานข้อมูล) ขณะนี้กำลังศึกษาการพัฒนาบนลีนุกซ์ เพราะที่ผ่านมาห้างร้านต่าง ๆ ที่ผมพัฒนาให้ก็จะใช้งานในส่วนที่ต้องใช้เท่านั้น (ใช้โปรแกรมที่จ้างผมเขียน) อาจจะดูหนังฟังเพลงบ้าง หรือพิมพ์เอกสารอื่น ๆ บ้างก็เท่าน้น แน่นอนว่าถ้าผมติดตั้งลีนุกซ์ให้พร้อมกับโปรแกรมที่ผมพัฒนาลูกค้าผมก็ต้องใช้มันได้แหงแซะอยู่แล้ว ไม่ได้แอนตี้วินโดวส์หรอก (มีอยู่มีกินก็เพราะวินโดวส์นี่แหละ) คงถึงเวลาแล้วกระมังที่ต้องบอกลากันจริง ๆ จัง ๆ เสียที เสียดายเงินคนไทยน่ะครับ
อยากใช้ linux แต่งานส่วนใหญ่ต้องเพิ่ง windows
เห็นด้วยที่ว่าสายงานปัจจุบันที่เกี่ยวเนื่องกับ linux โดยตรงก็มี server เป็นหลัก แต่ถ้าเป็นพวก webdesign ,web programmer ยังต้องใช้โปรแกรมพวก photoshop ,dream เพราะว่าใช้งานง่ายและลูกเล่นเยอะ
แต่ว่าตัวเองก็มีความสนใจที่จะเปลี่ยนมาใช้ linux แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง ถ้าเปลี่ยนมาใช้ แล้วจะเอาอะไรมาใช้ออกแบบแทน photoshop ,Illustrator ,dream แล้วมันจะใช้งานได้เหมือนๆ กันไหม แล้วงานออกมาจะเป็นตามที่เราต้องการหรือเปล่า ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างหา linux มาทดลองใช้ควบคู่กับ windows ไปด้วย
ส่วนเรื่องมูลนิธิกระจกเงาสอน windows กับชาวเขาก็ไม่แปลกเพราว่าทุนที่ใช้ซื้ออุปกรณ์นั้นเป็นทางไมโครซอฟบริจาคมา จะให้เอาไปสอน linux ก็กะไรอยู่ แล้วทำไมส่วนใหญ่คนถึงใช้ windows เถือนก็เพราะว่ายังไม่มีความรู้ด้าน linux ดีพอ ก็รู้ ๆ กันอยู่การที่จะเปลี่ยนมาใช้ linux ต้องมีความรู้ทางด้านคอมพอสมควรเพราะ แต่ถ้าพูดถึงอยากใช้ linux ไหมก็อยากใช้อยู่หรอกค่ะ เพราะว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบ windows แต่ก็อยากเปลี่ยนมาใช้ linux เพราะว่าไม่อยากระเมิดลิขสิทธ์ใครเขา แต่มันก็ติดอยู่หลายส่วนเช่นกัน
สุดท้ายคืออยากใช้ linux แต่ไม่ได้ ต่อต้าน windows ค่ะ แล้วก็ขอคำแนะนำด้วยค่ะถ้าต้องการใช้ linux ที่ทำงานเกี่ยวกับโปรแกรม web appication ควรใช้ตัวไหนและ software ตัวไหนดีค่ะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ
แนะนำให้ปรับไปทีละอย่างสองอย่าง
ผมก็เข้าใจว่า หลายๆ คนก็ใช้วินโดวส์กับ Dos มาเป็นสิบๆปี การเปลี่ยนไปใช้ลีนุกซ์มันก็คงจะยากอยู่
แต่อยากจะให้ปรับทีละอย่างสองอย่างครับ
เช่นในเรื่องของ Web เราก็เปลี่ยนจาก Server windows มาเป็น Linux ซะ เพราะประสิทธิภาพของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าของวินโดวส์ เราก็ใช้ PHP เป็นตัวทำ Web Application ใช้ MYSQL
ถ้าเป็น พวก Office เราก็พอจะใช้ OpenOffice ทดแทนได้ ซึ่งสามารถใช้ทดแทนได้ทั้งบนวินโดวส์แล้วก็ Linux แล้วยังมีอีกหลายๆ โปรแกรม คุณสามารถถามได้จาก forum ของที่นี่ได้ครับ
แต่ถ้าผมไ
ตรงนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยซักเท่าไรนะครับ เพราะจากตัวผมเอง ผมคิดว่า โปรแกรมแต่ละตัว มันจะคล้าย ๆ กันอยู่แล้ว และยิ่งถ้าเคยใช้ลินุกซ์ หรือโปรแกรมทางด้าน โอเพ่นซอร์สมา (ซึ่งยากกว่า วินโดวส์ และโปรแกรมในทางคอมเมอเชียลซอร์ส) จะเป็นไปไม่ได้เลยที่ ใช้งานโปรแกรมยากได้ แต่ดันใช้โปรแกรมง่ายไม่ได้
gimp---photoshop ถ้าใช้ gimp ได้ photoshop ก็ไม่มีปัญหาแน่นอนอีกทั้งจะใช้งานได้ดีด้วยซ้ำ ในทางกลับกันถ้าใช้งาน photoshop ได้ gimp ก็อาจมีปัญหาเล็กน้อยโดยเฉพาะเรื่องการคอนฟิคอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าใช้งาน photoshop ได้ในระดับเทพ ตรงจุดนี้ก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน
openoffice---m$office อันนี้ผมมองไม่เห็นความแตกต่างเลย ผมว่าใช้งานง่ายทั้งคู่ ดังนั้นถ้าใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้ ตัวที่เหลือก็ต้องใช้ได้
ie---firefox อันนี้ก้อ... ถ้าผมใช้ firefox เป็น ผมคงใช้ ie ไม่เป็นแน่ ๆ เลย เพราะว่าสี firefox มันสีส้ม แต่ ie มันสีฟ้า-*-
สุดท้ายคือ linux---windows อันนี้มีความเป็นไปได้สุงที่ ใช้ linux ได้แต่อาจจะใช้ windows ไม่เป็น โดยเฉพาะการเข้าไปใช้งาน คอนฟิค ระบบ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต่างกันมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตัว linux เอง ก็มี KDE ซึ่งเป็นระบบ x-windows ที่ตั้งใจทำให้คล้าย วินโดวส์มากที่สุด เพื่อที่ user วินโดวส์จะสามารถใช้งาน linux ได้อย่างง่ายมากขึ้น(รึป่าว)
ตรงจุดนี้ผมเองก็บอกไม่ได้เต็มปากว่าผมไม่เห็นด้วย ที่เห็นด้วยก็มี แต่ที่ไม่เห็นด้วยก็เยอะ อย่างไรก็ตาม จุดที่จะเป็นอุปสรรคมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงการใช้งานระหว่างสองกลุ่มนี้ คงจะเป็นที่ตัว interface ซึ่งเหมือนบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง ทำให้ผู้ใช้ งง กันไปตามกัน ซึ่งตรงนี้พฤติกรรมการเรียนรุ้ของแต่ละคน ก็ก่อให้เกิดปัญหาเหมือนกัน คนช่างสังเกต มักจะทำได้ดีกว่า คนที่ทำตามขั้นตอนเดิมเป๊ะๆ
ส่วนเรื่องการทำงานจริง ถ้าพูดตามตรง ปัญหามันอยู่ที่การบริหารงานด้านไอทีมากกว่า ตรงนี้ รัฐบาลไม่ส่งเสริมการใช้งาน opensource อย่างจริงจังซะที ดุได้จาก ตั้งแต่ผมเป็นเด็กเลย ผมโตมา ก็เห็นว่ามีกล่อง 1 กล่อง จะหน้าจอ 1 จอ มันทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะเล่นเกม ซึ่งมันเป็นภาพติดตาผมมาตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะปุ่ม start ว่าจะต้องอยู่ซ้ายล่างนะ ถ้าอยู่ที่อื่นจะใช้ไม่เป็น -*- การเปิดเกม จะต้องคลิกที่ start>program>accessorry เท่านั้น ห้ามไปที่อื่น -*- เวลาเปิดเครื่อง ถ้าไม่มีหน้าจอที่เขียนว่า Windows แสดงว่าเครื่องเสีย -*- และอีกหลายหลาก ซึ่งถ้ารัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงตรงจุดนี้ ให้แต่ละ ร.ร.มีทั้ง open และ commercial รับรองว่าอนาคตไอทีประเทศไทย จะไปได้ดีกว่านี้มาก
***ถ้านอกประเด็น ก็ขอโทษด้วยนะครับ พอดีเป็นคนมือไวไปหน่อย พิมพ์แล้วกด Post เลย เหอๆ
Post new comment