บทสรุปการประชุม AOSS2007 ที่ประเทศไทย
Posted in:
Asia Open Source Software Conference and Showcase 2007" ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปิดฉากลงแล้ววันนี้ (8 พย.50) ด้วยความหวังว่า ประเทศไทยจะสามารถใช้โอเพ่นซอร์สกันมากขึ้นจาก 1% เป็น 10% ในปี 2553
"จิม เซมลิน" ผู้อำนวยการลินิกซ์ ฟาวเดชั่น หนึ่งในองค์กรโอเพ่นซอร์สระดับโลก วิทยากรหลักภายงานในงานนี้ วิเคราะห์ศักยภาพไทยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโอเพ่นซอร์สให้ฟังว่า ในไทยมีการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สไปแล้วหลากหลายเวอร์ชั่น เป็นก้าวเดินที่ดี และสามารถต่อยอดเพื่อทำให้โอเพ่นซอร์สที่มีอยู่แล้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้
สิ่งที่ควรจะทำต่อไป คือ การเน้น "โปรโมท" การใช้งานซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ให้ผู้ใช้ได้รู้ถึงประโยชน์ที่แท้จริง รวมถึงการฝึกอบรมให้คนใช้งานซอฟต์แวร์ประเภทนี้เป็น ไม่ใช่เรื่องยากที่ไทย จะต่อยอดสิ่งเหล่านี้ เพื่อขยายฐานผู้ใช้งานให้กว้างมากขึ้น
"จริงๆ ในประเทศไทยมีการใช้โอเพ่นซอร์สในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่อาจเป็นการใช้แบบไม่ได้เจตนา คือผู้ใช้ไม่รู้ว่าตอนนนี้เขาใช้โอเพ่นซอร์สอยู่ คำถามมีอยู่ว่า เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรให้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเป็นมาตรฐาน และสามารถเผยแพร่ในแบบจริงจังมากขึ้น "
จิม บอกว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในภูมิภาคนี้ ที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจ และไอที ที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพราะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ และดูแลอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน กระแสการตื่นตัวของนักพัฒนาในประเทศ ก็มีความเคลื่อนไหวที่ดี
"ควรจะมีการดึงเอาผู้นำในการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่อยู่ในไทย รวมตัวกัน และพูดคุยถึงการพัฒนา การโปรโมท การขยายความรู้ออกไปนอกกลุ่มเหล่านี้ให้มากขึ้น ภาครัฐก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะการสนับสนุนในเรื่องของนโยบายที่ต้องระบุเรื่องการพัฒนาโอเพ่นซอร์สให้จริงจัง "
จิม ยังบอกด้วยว่า วันนี้ทั่วโลกมีการตื่นตัวในการใช้โอเพ่นซอร์สกันมาก อย่าไปดูแค่โอเพ่นซอร์สที่ใช้งานบนหน้าเดสก์ทอป เพราะตรงยอมรับว่าจำนวนผู้ใช้น้อยแต่หากคุณดูที่บริษัทที่ให้บริการออนไลน์ใหญ่ๆ อย่าง กูเกิล อเมซอน หรือในมือถือยอด ยี่ห้อยอดนิยมต่างก็ใช้แพลทฟอร์มของโอเพ่นซอร์สทั้งสิ้น ทุกวันนี้คนทั่วโลกใช้โอเพ่นซอร์สโดยที่ไม่เจตนา ผ่านทางบริการเหล่านี้กันมาก
ซอฟต์แวร์ระบบเปิดกลายเป็น "ศัตรู" ตัวฉกาจของซอฟต์แวร์ระบบปิด โดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ ซอฟต์แวร์ระบบเปิด เป็นจุดเปลี่ยนของการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีผู้ร่วมพัฒนาจำนวนมาก ขณะที่ซอฟต์แวร์ระบบปิด มีนักพัฒนาเพียงไม่กี่คน นวัตกรรมใหม่ๆ ก็ออกมาช้ากว่า
"เราจะเห็นว่า ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่ถูกพัฒนาอย่างอูบันตูใช้เวลาพัฒนาแค่เพียง 6 เดือน แต่ขณะที่ซอฟต์แวร์ระบบปิดต้องใช้เวลาถึง 18 เดือน ในการจะพัฒนาซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ๆ ขึ้นมา "
จิม ฟันธงว่า อีกไม่นาน โอเพ่นซอร์ส จะเข้ามากินส่วนแบ่งตลาดซอฟต์แวร์ระบบปิด ในสัดส่วน 50% ต่อ 50% ด้วยความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบใหม่ๆ และมีความรวดเร็วกว่านั่นเอง
ด้าน ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) บอกว่า การจัดงานครั้งนี้จะเกิดความร่วมมือกันในการจัดตั้งศูนย์ทดสอบประสิทธิภาพซอฟต์แวร์ลินิกซ์ไทย และสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างศูนย์ลินิกซ์ในเอเชีย แปซิฟิก โดยจะร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก
โดยจะลงนามความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น ( IPA) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยภาครัฐที่พัฒนา และส่งเสริมการใช้มาตรฐานโอเพ่นซอร์ส และโอเพ่นซอร์ส โดยไทยจะได้ข้อมูลการทดสอบซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ด้านโอเพ่นซอร์สที่ไอพีเอดำเนินการอยู่ เพื่อนำมาเผยแพร่ให้กับนักวิจัย และนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สในไทย นำไปต่อยอดพัฒนาได้
ทั้งยังเป็นฐานข้อมูลให้ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐเลือกใช้สินค้า และบริการโอเพ่นซอร์ส ที่ได้รับการทดสอบแล้วไปใช้งานให้ตรงตามความต้องการ ขณะที่ญี่ปุ่นก็จะได้ประสบการณ์กรณีศึกษาของหน่วยงานรัฐ และเอกชนในไทยที่ใช้โอเพ่นซอร์สแล้วประสบความสำเร็จ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต บริษัทการบินไทย เป็นต้น
"เรายังคงเดินหน้าที่จะผลักดันโอเพ่นซอร์สไทยอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเนคเทคถูกขอให้ไปช่วยร่างแผนแม่บทไอซีทีปี 2020 หรือระหว่างปี 2554-2563 ซึ่งเป็นการขยายผลจากกรอบนโยบายไอที 2010 คือ ในช่วง 2544-2553 ซึ่งเรากำลังอยู่ระหว่างคิดแผนที่จะต้องเขียนกรอบนโยบายลงไป แน่นอนว่าโอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่เราจะระบุลงไปในแผนแม่บทใหม่นี้ด้วย "
ขณะที่ ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช รักษาการผุ้อำนวยการโครงการโปรแกรมซอฟต์แวร์ประยุกต์ เพื่อสารสนเทศ และอุปกรณ์เคลื่อนที่ เนคเทค บอกว่า เครือข่ายโอเพ่นซอร์สได้มีความเห็นร่วมกันที่จะทดสอบการใช้งานโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์
โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ ทำงานบนแพลทฟอร์มของฮาร์ดแวร์ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานว่าซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สสามารถรองรับงานประมวลผลประสิทิภาพสูงได้มากน้อยเพียงใด และมีข้อจำกัดในการใช้งานอย่างไรบ้าง
ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างการจัดทำฐานข้อมูลของผุ้พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะรวบรวมเป็นไดเร็คทอรี่ไว้ในเวบไซต์ www.ossn.or.th และผลักดันให้มีการใช้โอเพ่นซอร์สในสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้มากขึ้น
"การ์ทเนอร์ ระบุว่า โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐานไอทีของเอเชีย และคาดว่ากว่า 60% ของหน่วยงานรัฐทั้งระดับกลาง และระดับใหญ่ในภูมิภาคนี้จะใช้โอเพ่นซอร์สเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานที่สำคัญ ในด้านโอเปอเรชั่นของภาครัฐภายในปี 2553 "
นั่นจะทำให้การใช้โอเพ่นซอร์สในไทยที่มีเพียงแค่ 1% ก้าวกระโดดไปเป็น 10% ในปี 2553 ได้ด้วยเช่นกัน
ขอขอบคุณ magmareport.com ครับ



อยากให้ฝั
อยากให้ฝันวันนั้น ให้เป็นจริงจังเลยครับ
เพื่อการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง
ประเทศไทยของเราจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเองสักที ผมเชื่อว่าคนที่ศรัทธาในโอเพนต์ซอร์สทุกคนคงคิดเชดเช่นเดียวกับผม I will always love linux forever.
ก้อต้องร่วมมือรวมใจกัน
บ้านเราคงต้องร่วมมือรวมใจกัน เหมือนการเมืองฯ ม่ายผิด^^"
มันก็ถูกข
มันก็ถูกของเขานะ แค่การทำประชาสัมพันธ์ แต่ว่าเท่าที่ผมสัมผัสมามันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ใช้และผู้พยายามใช้เท่านั้น แต่ไม่ใช้ผู้ที่ทำการพัฒนา ส่วนผู้ที่พัฒนาก็เอาแต่พัฒนา ซึ่งผมว่ามันยังช้ามากและเกินรอว่าเมื่อไหร่จะนิ่งพอที่จะเชื่อถือได้ จนไปใช้ของซื้อดีกว่าเพราะแน่นอนว่าใช้งานได้แน่ ๆ ไม่ต้องลุ้น ไม่เสี่ยง(สังคมไทยไม่ชอบความเสี่ยง(ต่อเก้าอี้) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่)
ขอเถอะครับ ทดสอบ ทดลอง ทดอะไรต่อมิอะไรก็ให้มันเร็ว ๆ หน่อย เพราะตัวคนทดสอบมีสองกลุ่มหลักคือทำตามงบประมาณหลวงกะทำตามใจฉัน ไม่ได้เหลียงหลังแลหน้าว่าภาคธุกิจจริงๆแล้วเขาอยากใช้อะไรกันแน่ อย่าเอาแต่ผลาญเงินสั่งชื่อกันไปวัน ๆ เลยครับ แล้วจะมีกว่านี้เยอะ ประเทศชาติ
(อาจจะแรงไปบ้างแต่ก็บอกกล่าวจากใจจริง)
สิ่งที่ผู
สิ่งที่ผู้บริหารองค์กรมองคือเรื่องของ support ว่ามีดีพอแค่ไหน ชื่อเสียงของ M$ ทำเอาไว้ได้ดีมาก สิ่งนี้แหละที่ Open Source ขาดไป บริษัทที่ให้บริการด้านเทคนิคทางโทรศัพท์ก็มีน้อยเหลือเกิน เอาเป็นว่าก็ควรส่งเสริมนักพัฒนาอยู่หรอก แต่ควรส่งเสริมให้มี technician ด้านนี้เยอะ ๆ ซึ่งบุคลากรก็สามารถฝึกกับพวกเรียนสายเทคนิคได้ อาชีวะ ก็เยอะแยะ ให้เด็กเหล่านี้เป็นกลุ่ม super user ถ้าทำได้ อนาคต OSS สดใสแน่
Post new comment