One Lab Top Per Child (OLPC) XO-1 ซื้อให้ 1 เครื่องแถม 1 เครื่องออกวางขายในอเมริกาเหนือแล้ว
Posted in:
One Lab Top Per Child ซื้อ 1 แถม 1 ในราคา 12,000 บาท ($400) ออกวางขายในเอมริกาเหนือแล้ว ตามโครงการซื้อให้น้อง1 แถม 1
โครงการ One Lab Top Per Child (OLPC) XO -1 แลปทอปออกวางตลาดในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (แต่ก็มีวิธีการที่ประเทศอื่นๆ จะสามารถหาซื้อได้เช่นกัน ดู รายละเอียดได้ที่นี่ ) โดยเป็นโปรแกรมให้ 1 แถม 1 (Give 1 Get 1, G1G1) สนนราคาอยู่ที่ $400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ $200 ดอลลาร์สหรัฐในกรณีที่เป็นการบริจาคแล้วได้รับการลดหย่อนภาษี โดยผู้ซื้อจะจ่ายเงินซื้อ 1 เครื่องเพื่อบริจาคให้กับเด็กในประเทศกำลังพัฒณาและผู้ซื้อ จะได้รับอีก 1 เครื่องฟรีสำหรับใช้เอง โปรแกรมนี้มีระยะเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ถึงแม้ว่าแลปทอปเหล่านี้จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ก็มีฟังก์ชั่นต่างๆ หลายอย่างทั้งที่สามารถ พบได้ในแลปทอปที่วางขายทั่วๆ ไป หรือที่แพงกว่าที่เห็นทั่วๆ ไป ( มีเทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่ดีทีเดียวอาทิเช่น การนำเสนอผ่านวีดีโอ ซึ่งสมารถหาได้ดูได้ ที่นี่ และ ที่นี่ สำหรับรายละเอียดแลปทอปนั้นมีดังนี้
ฮาร์ดแวร์ นั้นมีขนาดเล็กมากขนาด 242mm x 228mm x 32mm (9.5" x 9" x 1.25") น้ำหนัก 1.5 กิลโลกรัม มีจอภาพ 7.5" 200dpi high resolution display สามารถแสดงภาพได้ 1200x900 pixels ใน grayscale หรือ 800x600 ในภาพสี โปรเซสเซอร์ใช้เพาวเวอร์ต่ำ (low-powered)ไม่มีฮาร์ดไดร์ (มีความจุของแฟรชไดร์ 1GB ซึ่งสามารถเพิ่มได้ ตามไดร์เวอร์ของ USB หรือหน่วยความจำ หรือการ์ด SD) keyboard เป็นผนังยางกันน้ำ มี gamepad, touchpad, ออดิโอ กล้องติดตั้งอยู่กับเครื่อง พร้อมๆ กับ wireless (ทั้ง 802.11b/g และ 802.11s ซัพพอร์ตโดย "mesh" networking ), มี แบตเตอรี่อายุยาว สามารถชาร์ตแบตใหม่ได้พร้อมสาย AC/DC มี solar หรือ hand/foot generator เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ ตัวแลปทอปยังออกแบบให้ มีการใช้พลังงานที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม ที่สุด เท่าที่เคยออกแบบมา (โปรดอ่านเพิ่มเติมสำหรับข้อมูลฮาร์ดแวร์ ที่นี่ )
ซอฟแวร์ ที่มากับตัวแลปทอปเองนั้นก็น่าประทับใจเช่นเดียวกัน โดยซอร์ฟแวร์นั้นฟรีและเป็น open source และยังถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่สุด สมารถที่จะแก้ไขข้อบกพร่องในตัวได้เอง (หมายเหตุ: สามารถดูซอร์ซของซอร์ฟแวร์ได้โดยการ "กดปุ่มเพียงปุ่มเดียว" [ในคีย์บอร์ดมีปุ่ม "view source" ทำให้ผู้ใช้สามารถ view/edit ซอร์ซโค้ดโปรแกรมในเครื่องได้], ผู้ใช้จะสามารถ ดูและแก้ไขซอร์ฟแวร์ใดๆ ในเครื่องก็ได้ ระบบปฏิบัติการคือ Fedora Linux ที่มี Sugar เป็น graphical user interface มี Bitfrost เป็น security platform มีโปรแกรมสำหรับท่องอินเตอร์เนต แชต วิกิ เวิอร์ดโพรเซสซิ่ง และอื่นๆ อีกมากมาย อาทิเช่นวาดรูป เกมส์ เป็นต้น) สำหรับโปรแกรมมาตราฐานที่ใช้คือ Python, Javascript, Etoys (Squeak/Smalltalk), Csound, LOGO, และอื่นๆ อีก (ดู รายละเอียดซอร์ฟแวร์ที่นี่)
- ยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายๆ peripheral products ที่วางแผนเอาไว้ว่าจะใช้กับ OLPC XO เพื่อจะทำให้แลปทอปได้ประโบชน์สูงสุดในการเรียนรู้เพื่อการศึกษา
- คุณสามารถช่วยเหลือโครงการ OLPC:
การศึกษาเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยคนในประเทศกำลังพัฒนาได้สำเร็จ ยัง มีประเทศอีกหลายประเทศ ที่การช่วยเหลือทางด้านอาหารอาจดูสำคัญกว่า และอาจไม่ต้องการแลปทอปแทนอาหาร อย่างไรก็ตาม สำหรับประชากรในประเทศเหล่านั้นหลายๆ คน การศึกษาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เขาสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตได้ โครงการ OLPC ไม่ใช่โครงการแลปทอป (ถึงแม้ว่าแลปทอปจะเป็นกุญแจที่ช่วยให้โปรแกรม "เป็นไปได้" ) เพราะเป็นโปรแกรม ด้านการศึกษา (โปรดดู วีดีโอ สรุปของโครงการ OLPC และวัตถุประสงค์ของโครงการ) เมื่อคุณซื้อผ่านโครงการ G1G1 คุณจะเป็นผู้สนับสนุนการศึกษาโดยตรงให้กับเด็กๆ ในประเทศอื่น ถ้าคุณอยากที่จะบริจาคมากกว่านี้ (ในวิธีการอื่น) คุณสามารถทำได้โดย การบริจาคเงิน หรือโดยการช่วย พัฒนาซอร์ฟแวร์ สำหรับแลปทอป หรือโดยการ เป็นอาสาสมัคร ใน โครงการ overseas OLPC programs
- เพื่อการศึกษาของเด็กๆ : ถ้าคุณมีเด็กเล็กๆ ในบ้านและต้องการให้เขาได้รับ โปรแกรมเพื่อการศึกษา ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อการณ์นี้ นอกจากนี้แล้ว ระบบเนตเวิร์คที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ XO เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับบุคคลที่สนใจที่จะติดตั้ง ห้องเรียนทางไกลในถิ่นธุรกันดารในแถบอเมริกาเหนือ
- เครื่องที่ดีเหมาะสำหรับท่องอินเตอร์เนต แชต อีเมล์ เรียนรู้ต่างๆ ขณะคุณอยู่บนท้องถนน: คุณไม่ต้องแบกแลปท๊อปทั่วๆ ไปที่หนักมากกว่า XO คุณสามารถเข้าถึง wireless ได้ มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที้น่าทึ่ง และมีขนาดเล็กกว่า
- laptop solution ในราคาถูก: หลายๆ คนอยากนำแลปทอปไปกับตัวเอง เมื่อเข้าป่า หรือไปตามชายหาด อย่างไรก็ตามบางครั้ง สิ่งที่คุณมีอยู่ก็หนักเกินไปหรือไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ไป ดังนั้นแลปทอปโครงการ OLPC จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะสิ่งที่ดีทั้งหมดที่มีอยู่
- A small Linux laptop: คนทั่วไปจะชอบฮาร์ดแวร์ แต่อาจไม่ชอบซอร์ฟแวร์ แต่อย่างไรก็ตามคุณสามารถเปลี่ยนไปใช้ซอร์ฟแวร์ทั่วๆไปได้ หรือ เปลี่ยนกลับมาใช้ basic Fedora box หรือ upgrade เป็น Debian (หรือคุณอาจ "downgrade" เป็น OSอื่นๆ ได้)


อยากได้เป
อยากได้เป็นเจ้าของบางอ่ะ
เดี๋ยวคงจะได้ไปช่วยกันพัฒนา
อีกซักหน่อย คงจะได้ไปช่วยกันพัฒนา tuxpaint, gcomris ฯลฯ สำหรับเครื่อง OLPC
น้อง will กับท่านชายเจตน์ เตรียมตัวช่วยกันพัฒนาเน้อ
Spec ต่ำไปหน่อย
CPU ความเร็ว 433Mhz
Ram 256Mb
HDD 1GB
คิดว่าอย่าไปเปลี่ยน OS ของเขาดีกว่า คงจะเซ็ตมาเหมาะแล้ว
เอาไป Modify ให้เล่นกะ Distro อื่นคงยากสักหน่อย
เว้นแต่ Distro เล็ก ๆ เช่น
puppy (แนะนำ Teenpup), Pud Linux (based on Ubuntu), Wolvix (based on slackware) เป็นต้น
แต่ที่น่าชื่นชมก็พวก Display, camera, pads, wirless
ได้อย่างเสียอย่างคิดไม่ตกแฮะ
น่าสนใจคร
น่าสนใจครับ คนจะได้รู้จักซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมากขึ้น + รู้ว่าระบบปฏิบัติการที่นอกเหนือจาก Windows ก็ยังมี
แต่ผมเกรงว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งเขาได้มาเผชิญโลกภายนอกที่เป็นระบบปฏิบัติการเช่น XP เขาจะเข้ากับสังคมได้เหรอ
ดังนั้นช่วยๆกันใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สนะครับ
ส่วนตัวรู
ส่วนตัวรู้สึกลนใจ eee มากกว่าอะ จอความละเอียดน้อยลงหน่อย แต่คุณภาพสูงขึ้น และเสปคที่ดีกว่า (ประมาณ 1 เท่าทุกอย่าง hdd , ram , cpu)
800x600
800x600 เท่ากันไม่ใช่เหรอครับ
สเป็กก็ต้
สเป็กก็ต้องต่ำล่ะครับเพราะว่าเจ้าเครื่องนี้เขาทำมาเพื่อให้เด็กๆใช้กัน ถ้าใครได้อ่านขาวเมื่อปีที่แล้วน่ะครับโครงการนี้มันเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วผลิตให้กับเด็กๆได้ใช้กัน โดยเน้นที่ประหยัดพลังงานและ รา คาถูกซึ่งตอนแรกได้ตั้งเป้าไว้ที่ 400 ดอล์ลาร์สหัรฐ ซึ่งเค้าก็จะเน้นฮาร์ดแวร์ที่ไม่กินไฟแต่ก็ต้องสเป็กต่ำแน่นอนครับ หน้าจอนี่เป็นแบบสั่งทำพิเศษ แล้วก็ไม่มีฮาร์ดดิส หรือพัดลมแม้แต่ตัวเดียว เครื่องนี้ตามที่ผมได้อ่านเมื่อปีที่แล้วเค้าบอกว่าสามารถใช้ไฟจากมือปั่นหรือเสียบกับปลั๊กก็ได้ โดยถ้าใช้มือปั่น 1 นาที จะใช้ไปได้ 100 นาที นี่เป้นข่าวจากปีที่แล้วที่ผมได้เคยเซฟเก้บไว้
เจาะลึกโน้ตบุ๊ค 100 เหรียญ ก่อนส่งตรงถึงเด็กไทย
เริ่มต้นที่ศูนย์ MIT Media Labs ได้เปิดตัวโครงการวิจัยใหม่ซึ่งตั้งเป้าไปที่การพัฒนาโน้ตบุ๊คราคา 100 ดอลลาร์ขึ้นมา จนอาจกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาปฏิวัติวงการศึกษาของเด็กๆ ทั่วโลกก็เป็นได้ การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้จึงมีการก่อตั้งองค์กรการกุศลขึ้นมาชื่อ One Laptop per Child (OLPC) ขึ้นมา ความคืบหน้าของโครงการหลายความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทั้งจะถูกเปิดเผยขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก
________________________________________
ตั้งแต่มีข่าวเรื่องนี้ออกมาคำถามแรกที่มักจะได้ยินก็คือ “ทำออกมาได้อย่างไรในราคานี้” ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้ก็จะต้องย้อนกลับไปดูกันถึงสเปคของเครื่องกันเลยทีเดียว หลายคนมุ่งไปที่จำนวนของการผลิตแต่ไม่ว่าจะบวกลบคูณหารอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะทำได้ในราคานี้ นั่นเพราะมันคือสิ่งที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดอีกทั้งมีการวางแผนมาอย่างดี เริ่มจากเทคโนโลยีของฮาร์ดแวร์ที่ต้องทำงานได้อย่างประหยัดพลังงาน เพราะแหล่งผลิตพลังงานสำหรับเครื่องรุ่นนี้คือการใช้ “มือหมุน” หรือเรียกง่ายๆ ว่าใช้มือปั่นไฟใช้นั่นเอง ซึ่งความจำกัดด้านพลังงานนี้เองทำให้ฮาร์ดแวร์ถูกออกแบบเพื่อเรื่องดังกล่าว ดังนั้นฮาร์ดดิสก์จึงถูกตัดออกไปอย่างช่วยไม่ได้อีกทั้งส่วนประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานย่อมถูกกำจัดออกไปด้วย เมื่อทุกอย่างถูกจำกัดซอฟต์แวร์ที่จะนำมาใช้ก็จะต้องมีขนาดเล็กคล่องตัวและถ้าไม่มีขายไลน์เซ่นต์ด้วยจะเป็นเรื่องที่ดีมาก คำตอบจึงมาอยู่ที่ลีนุกซ์อย่างยากจะหลีกเลี่ยง
เจาะลึกเรื่องฮาร์ดแวร์
โน้ตบุ๊คตัวนี้เน้นไปที่เรื่องของจอภาพเป็นหลัก เนื่องจากจอภาพเป็นชิ้นส่วนที่ราคาแพงที่สุดของโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ การออกแบบในช่วงแรกๆ ใช้จอที่เรียกว่า e-Ink ซึ่งสุดท้าย Negroponte หัวหน้าโครงการตัดสินใจที่จะเก็บเอาเทคโนโลยีนี้ไว้ใช้ในเครื่องรุ่นต่อไป แต่ก็อดที่จะเล่าถึง e-Ink ไม่ได้ เพราะมันมีคุณสมบัติที่ดีมากมันไม่เพียงแต่แสดงผลขาวดำได้อย่างชัดเจนเท่านั้น แม้ว่าจะปิดเครื่องไปแล้วข้อความก็ยังอ่านรู้เรื่องและคมชัดอยู่ เนื่องจากโมเลกุลที่จัดเรียงเป็นตัวอักษรยังคงอยู่แม้ไม่มีกระแสไฟฟ้าก็ตาม สิ่งนี้ส่งผลให้มีการใช้พลังงานเพื่อแสดงผลตัวอักษรน้อยมากนั่นก็คือพลังงานเสียไปน้อยมากกับหน้าจอแบบนี้
กลับมาสู่ความเป็นจริงของเครื่องรุ่นแรกยังคงใช้จอ LCD แต่เป็นจอ LCD ที่ต่างจากโน้ตบุ๊คทั่วไป มันคือจอแบบ transmissive ที่ส่วนการแสดงสีต่างๆ บนหน้าจอจะมีระบบตัวกรองสี 3 สีให้แต่ละพิกเซล ซึ่งระบบกรองสีจะยอมให้แต่ละพิกเซลแสดงสีต่างๆ ได้มากมาย แต่ตัวกรองซึ่งกันแสงเอาไว้ข้างมากถึงร้อยละ 85 ทำให้วิธีการแบบนี้เปลืองพลังงานอย่างมาก แต่เราก็สามารถใช้แนวทางอื่นๆ สำหรับการแสดงสีในจอ transmissive ได้ วิธีการอย่างหนึ่งก็คือการสร้างภาพลวงของพิกเซลสี โดยการกระพริบสีแดงเขียวและน้ำเงินตามลำดับ แต่โชคไม่ดีที่จอ LCD สลับสีได้ไม่เร็วพอที่จะทำให้เทคนิคนี้ใช้งานได้
ดังนั้น Negroponte จึงใช้จอที่นำเอาพิกเซลสีแดงเขียวและน้ำเงินมาวางอยู่ใกล้กัน เพื่อทำให้มีลักษณะเหมือนพิกเซลสีเพียงจุดเดียว จอจะมีแบล็กไลท์ 3 สี และแต่ละพิกเซลจะมีเลนส์ขนาดเล็ก 3 อัน จากนั้นรวมเข้าด้วยกันเป็นจอเดียว เลนส์แต่ละจุดจะเลือกแบล็กไลท์แค่สีเดียว นอกจากนั้นจอยังทำงานในโหมดขาวดำได้ด้วย ซึ่งมีประโยชน์มากในการใช้งานกลางแจ้งหรือบริเวณที่มีแสงมาก
แม้ว่าจอรุ่นนี้ต้องสั่งผลิตพิเศษก็ตาม Negroponte เชื่อว่าสามารถผลิตขึ้นมาได้โดยใช้ต้นทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับจอรุ่นเก่า และทีมงานของเขาเริ่มเจรจากับผู้ผลิตจอภาพในเอเชียให้ผลิตจอแบบนี้ขึ้นมาแล้ว จอรุ่นนี้จะคมชัดน้อยกว่าจอ LCD ทั่วไป แต่จะใช้พลังงานน้อยกว่า เป้าหมายของ Negroponte ก็คือโน้ตบุ๊คเครื่องนี้ต้องทำงานได้ในอัตราส่วนการหมุน 100:1 นั่นคือหากใช้มือหมุนแกนโน้ตบุ๊คหนึ่งนาทีจะมีพลังงานให้โน้ตบุ๊คใช้ได้นานถึง 100 นาที
ส่วนการผลิตฮาร์ดแวร์เองในแต่ละประเทศก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง Negroponte กล่าวว่า "บางประเทศต้องการที่จะผลิตโน้ตบุ๊คเอาในภายหลัง แต่ดูเหมือนพวกเขาไม่สามารถทำการผลิตในปริมาณมากๆ จนทำให้มันมีราคาถูกได้" ปริมาณจัดเป็นปัจจัยหลักที่จะใช้วัดว่าโน้ตบุ๊ครุ่นนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เครื่องรุ่นนี้จะผลิตได้ก็ต่อเมื่อทั้งห้าประเทศลงนามซื้อประเทศละ 1 ล้านเครื่อง การผลิตโน้ตบุ๊คในช่วงแรกที่มีประมาณ 5-10 ล้านเครื่องจะทำให้มีราคาอยู่ที่ 130 ถึง 150 ดอลลาร์ต่อเครื่อง ซึ่งยังไม่รวมค่าขนส่งค่าการตลาดและข้อมูลดิจิตอลอื่นๆ ที่ต้องติดตั้งลงไปในเครื่อง ถ้าหากโครงการมีขนาดใหญ่กว่านี้ โน้ตบุ๊คจะมีราคาที่ 100 ดอลลาร์ตามเป้าได้
เรดแฮทกับซอฟต์แวร์
ดูเหมือนว่า Negroponte สามารถตอบคำถามส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ไฟ 12 โวลล์ ซึ่งในตลาดอะแดปเตอร์แบบนี้จะมีปัญหาเรื่องไฟกระชาก ก็ได้รับคำตอบว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะตัวเครื่องใช้พลังงานระดับปานกลางเท่านั้น ส่วนเรื่องของความร้อนที่ไม่มีแม้แต่พัดลมช่วยก็อธิบายได้ว่าเนื่องจากโพรเซสเซอร์ความเร็วต่ำอีกทั้งยังไม่มีฮาร์ดดิสก์ย่อมทำให้ความร้อนที่มีในระบบน้อยมาก นั่นเป็นคำตอบของการไม่มีพัดลมระบายความร้อน แต่ถ้าจะถามถึงเรื่องซอฟต์แวร์เรายังไม่เคยเห็นเลยว่าซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานกับโน้ตบุ๊คเครื่องนี้หน้าตาเป็นอย่างไร เท่าที่ทราบว่างานนี้มีทีมงานวิศวกรของ Red Hat กำลังแก้ไขดิสตริบิวชัน RedHat ให้ทำงานสอดคล้องกับโพรเซสเซอร์และสเปกฮาร์ดแวร์ของโน้ตบุ๊คเครื่องนี้อยู่ แน่นอนว่ามันจะต้องรวมถึงเรื่องของ GUI ด้วย ซึ่งทีมงานเรื่องนี้มีอยู่ทั้งหมด 18 คน รวมทั้ง Alan Kay และ Seymour Rapert โน้ตบุ๊คจะให้เครื่องมือเพื่อช่วยให้นักเรียนศึกษาวิธีการเขียนโปรแกรมอย่าง Squeak (สภาพแวดล้อมแบบกราฟิกที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม Smalltalk) และ Logo แผนงานก็คือการเผยแพร่ซอฟต์แวร์ทางออนไลน์เพื่อให้นักทดสอบนำไปลองใช้และแนะนำคุณสมบัติต่างๆ เข้ามาอีกทั้งยังวางแผนที่จะแก้ไขซอฟต์แวร์เพื่อให้ใช้กับภาษาต่างๆ ได้ รวมทั้งทำให้เหมาะสมกับสไตล์และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่ต่างกันด้วย
เครื่องนี้ฟรีหรือขาย
โน้ตบุ๊ครุ่นนี้ไม่ได้วางจำหน่ายทั่วไปแต่จะแจกให้กับนักเรียนเท่านั้น โดยจะใช้ช่องทางการขายหนังสือและแบบเรียนเดิมที่เป็นอยู่ โน้ตบุ๊คจะเป็นสมบัติของนักเรียนไม่ใช่ของโรงเรียน ซึ่งเรื่องแบบนี้อาจจะทำให้บางบริษัทที่เคยขายหนังสือและเครื่องแบบโดยได้กำไรสูงลิบอาจจะต้องสูญเสียรายได้หากสัญญาขายหนังสือต้องขาดช่วงไปแล้วกลายเป็นโน้ตบุ๊คแทน สำหรับปัญหานี้ Negroponte เสนอแนะว่าบริษัทหนังสือไม่จำเป็นต้องสูญเสียรายได้หากสำนักพิมพ์จะเปลี่ยนมาขายลิขสิทธิ์อิเล็กทรอนิกส์ของแบบเรียนแต่ละชุดแทน ซึ่งจะทำให้รายได้จากหนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับหนังสือที่เป็นกระดาษ
แนวคิดก็คือการทำให้โน้ตบุ๊คกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับนักเรียน และมีราคาถูกเพียงพอที่จะแทนที่แบบเรียนได้ Negroponte พบว่าหาโรงเรียนในประเทศกำลังพัฒนาบางแห่ง นักเรียนต้องเสียค่าแบบเรียน 20 ดอลลาร์ต่อปี ถ้าหากมีการขายโน้ตบุ๊คให้นักเรียน (หรือรัฐบาลจัดสรรให้) โดยให้ผ่อนชำระ 5 ปี โน้ตบุ๊คก็จะมีราคาเท่ากับแบบเรียน
แบ่งสันปันส่วนกันอย่างไร
เมื่อพูดถึงโครงการ OLPC นี้ Negroponte กล่าวว่ายังคิดไม่ออกว่าจะให้ใครเป็นซีอีโอของทั้งโครงการ "ในช่วงแรกนี้เราต้องการคนที่เหมือนกับ Michael Dell ที่มีความเป็นอัจฉริยะในเรื่องช่องทางการจัดซื้อวัตถุดิบ แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้า เราต้องการคนที่ผสมผสานระหว่าง Kofi Annan และ Seymour Rapert"
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือแยกการทำงานออกเป็น 3 กลุ่ม คือฮาร์ดแวร์ OLPC (น่าจะอยู่ในซิลิกอนแวลเลย์หรือเอเชีย) ซอฟต์แวร์ OLPC (อิงกับ Media Lab) และ OLPC International (ในนิวยอร์กหรือศูนย์กลางระดับโลกที่อื่นๆ) ซึ่งแผนกที่สามนี้จะรับผิดชอบเรื่องการจำหน่ายการแปลงเป็นภาษาท้องถิ่นและการให้ริการเครื่องรุ่นนี้ รวมทั้งค้นหาวิธีการว่าจะนำไปใช้ตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก
เด็กจะได้อะไรบ้าง
คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่จะนำเอาโน้ตบุ๊คไปใช้ในห้องเรียนได้อย่างไร คำถามว่าโน้ตบุ๊คจะใช้เป็น "เครื่องมือช่วยสอน" ได้อย่างไร Negroponte มีความเชื่อที่ว่า นักเรียนเพียงต้องการใช้เทคโนโลยีและสามารถใช้เทคโนโลยีสอนซึ่งกันและกันได้ รวมทั้งการค้นพบสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง หากเมื่อถามถึงความกังวลว่าพวกครูจะเต็มใจใช้คอมพิวเตอร์ในชั้นเรียนหรือไม่ เขาพูดถึงโครงการของ Angus King ผู้ว่าการรัฐเมนที่นำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียนของโรงเรียนมัธยมทุกแห่งในมลรัฐ ซึ่งในช่วงแรกๆ พวกครูไม่ค่อยนิยมมากนัก แต่ในตอนนี้ทุกคนต่างยอมรับว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและเตรียมจะนำไปใช้ในรัฐอื่นๆด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัดเบื้องหลังอุปกรณ์นี้ก็คือการใช้นโยบายม้าไม้โทรจัน นั่นก็คือการขายอุปกรณ์เป็นม้าไม้โทรจัน จากนั้นก็คอยดูว่านักเรียนจะทำอะไรกับเครื่องมือเขียนโปรแกรมที่ทำงานได้อย่างคล่องตัว และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตนี้ได้บ้าง
โครงการนี้จะทำให้เด็กๆ จะได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่จะรองรับการทำงานเป็นอีบุ๊ค มีเครื่องมือดีๆ สำหรับใช้ท่องเว็บ ร่วมถึงการใช้งานเวิร์ดโพรเซสเซอร์ได้ตลอดเวลา และจะดีมากหากทำให้เด็กๆ หันมาสนใจการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยังเล็ก
ส่งท้าย
หากกล่าวแง่มุมอื่นของโครงการนี้ เช่นเรื่องของการตลาด การจัดจำหน่าย การซ่อมบำรุงอุปกรณ์ และระบบสื่อสารกับอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเรื่องของการใช้งานในห้องเรียน ยังมีคำถามที่ไม่มีคำตอบอยู่เป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชุมชนต่างๆ ทั่วโลกสนใจนำเอาไอทีมาใช้ในการศึกษา โดยเฉพาะระบบไอทีในประเทศกำลังพัฒนา แนวคิดแบบนี้อาจทำให้สิ่งที่ Negroponte และทีมงานทำอยู่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้
หาก OLPC มีการกำหนดเงื่อนไขและข้อแนะนำสำหรับประเทศที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ว่าจะแจกจ่าย หรือ เชื่อมโยงระบบสื่อสารการให้บริการ และให้ความรู้เกี่ยวกับโน้ตบุ๊คนี้อย่างไรบ้าง สิ่งนี้ฟังดูแล้วเหมือนกับ Negroponte ต้องการตั้งเงื่อนไขให้นักเรียนทุกคนในห้องเรียนมีโน้ตบุ๊คเป็นของตนเอง ถ้าอย่างนั้นโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการต้องติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตก่อนอย่างนั้นหรือ ระบบที่พร้อมใช้จะต้องมีสภาพแวดล้อมเหมือนกับโครงการ SchoolNet ที่โรงเรียนต้องสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตได้เสียก่อน ส่วนอื่นที่ยังน่าเป็นห่วงก็คือเรื่องของการบำรุงรักษาจะต้องทำอย่างไร ต้องมีบริษัทมาคอยซ่อมโน้ตบุ๊คหรือไม่หรือนักเรียนต้องซ่อมโน้ตบุ๊คเอง หรือต้องตั้งบริษัทขึ้นมาเองนั่นเป็นสิ่งที่ยังต้องติดตามกันต่อไป
One Laptop Per Child จัดเป็นโครงการที่ทะเยอทะยาน และแตกต่างจากโครงการเดิมๆ อย่างมาก ถ้าหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จมันจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ของโลก รวมทั้งวิธีการสื่อสารและการโต้ตอบกันในช่วงสองสามทศวรรษหน้า แต่ถ้าหากโครงการนี้ประสบความล้มเหลวมันจะสร้างความหวาดกลัวต่อทุกคนที่คิดจะนำเอาการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเทคโนโลยีและการศึกษามาใช้ด้วยวิธีแบบนี้อีกหลายสิบปีเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่อยากให้โครงการนี้ประสบความล้มเหลว ดังนั้นพวกเราจะต้องพยายามหาทางทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จให้ได้ แน่นอนว่าทางรัฐบาลไทยได้ทำการตกลงสั่งซื้อเครื่องรุ่นนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่ากลางปี 2006 เราน่าจะได้เห็นเครื่องล็อตแรกส่งเข้ามา ส่วนจะถึงมือเด็กไทยที่ไหนก่อนนั้นก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป
โอวสุดยอด
โอวสุดยอดเลย เก็บข้อมูลมาแบ่งปันกํน ขอบคุณหลายๆ จ้า
Post new comment